คลิกเลือกฟังรายการสดที่แบนเนอร์ใต้ข้อความนี้
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี

วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี

chumchonradio
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
เว็บน่าสนใจ
ผอ.ทนงศักดิ์
คนรักสุนทราภรณ์
mediamonitor
สุภิญญา
ฐากร
สัมพันธ์รักษ์ของนักเพลง
ไหว้พระทั่วประเทศ
เรียนถ่ายภาพ
แปลภาษา
ภาพทิวทัศน์สวยมาก ๆ
สูตรอาหาร
การติดต่อสื่อสาร
ค้นหาหมายเลขโทรศัพท์
สมุดหน้าเหลือง
ตรวจเช็คพัสดุที่ส่ง
เพื่อทำเว็บ
โค้ดทุกอย่าง
รวมภาพเคลื่อนไหว
ภาพประกอบเว็บ
รวม Link
สอนลูกเล่นแต่งเว็บ
เข้าทำเว็บ
โค้ดเวลาและนาฬิกา
สีต่าง ๆ
โค้ดฟรี
คลังรูปภาพ
รวมภาพเพื่อแต่งเว็บ
เทียบเวลาทั่วโลก
ฟังรายการ
sms
รูปและเรื่องเก่า
คลิกที่นี่
พล ๋นิกร ๋กิมหงวน๋ ครับ โดย ป.อินทรปาลิต ตอนบิลลี่เดอะคิดครับ
(Reader : 2142)
- ๑ -
มันเป็นเวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น.เศษ
‘บูอิค’ เก๋งคันหนึ่งแล่นมาตามถนนสายกรุงเทพฯสมุทรปราการด้วยความเร็วสูง แสงไฟหน้ารถส่องสว่างไปไกลผู้ที่นั่งเคียงคู่กันตอนหน้ารถ คืออาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรนั่นเอง
อาเสี่ยทำหน้าที่เป็นคนขับ สองสหายแต่งกายแบบสากลเรียบร้อย แต่กิริยาท่าทางลุกลี้ลุกลนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และประหวั่นพรั่นใจในพฤติการณ์ของตนที่ผ่านมาเมื่อสักครู่นี้
พอใกล้จะถึงบ้าน ‘พัชราภรณ์’ เสี่ยหงวนก็ถอดเท้าจากคันน้ำมันและเหยียบเบรคบังคับ ‘บูอิด’ เก๋งเลี้ยวเข้าไปในบ้าน ‘พัชราภรณ์’อย่างรวดเร็ว เสียงยางรถบดกับถนนดังเอี๊ยด บังโกลนข้างซ้ายชนกับเสาประตูโครมเบ้อเริ่มทำให้กันชนบุบบู้บี้ และบังโกลนยุบไปแถบหนึ่งกระจกตะเกียงด้านซ้ายแตกกระจาย
มันไม่ผิดอะไรกับรถมฤตยู อาเสี่ยขับรถอย่างบ้าระห่ำที่สุด บุกข้ามสนามใหญ่หน้าตึกตรงไปหยุดหน้าตัวตึก พอรถหยุดสนิทนิกรก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นอาเสี่ยกลืนน้ำลายติด ๆ กันหลายครั้ง ยกมือซ้ายตบบ่านายจอมทะเล้นแล้วพูดปลอบโยน
“เพื่อนรัก สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเกิดขึ้นแล้ว เราไม่สามารถจะแก้ไขเหตุการณ์นั้นได้ จงภูมิใจให้มากที่แกกับกันกลายเป็นอ้ายเสือไปแล้ว”
นิกรสะอื้นดัง ๆ
“ภูมิใจกะผีอะไรเล่า ความผิดฐานเจตนาฆ่าคนตายน่ะอย่างน้อยก็ต้องติดคุกถึง ๒๐ ปี กันเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่เคยอยู่แต่นอกคุก ไม่เคยย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุกเลย”
อาเสี่ยฝืนยิ้ม
“เถอะน่า ติดคุกเสียบ้างจึงจะนับว่าเป็นชายชาตรี”
นิกรตวาดลั่น
“ไม่เอาโว้ย แกอยากติดก็ติดคนเดียวซี สำหรับกันหนีแน่ หนีเตลิดเปิดเปิงไปจนกว่าจะหมดอายุความ แล้วค่อยกลับมาหาลูกเมีย”
สองสหายพากันลงจากรถ และเดินขึ้นไปบนตึกแสงไฟฟ้าส่องสว่างจ้าราวกับกลางวัน เมื่อเข้ามาในห้องโถงอาเสี่ยกับนิกรก็แลเห็นเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด เจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยนายแพทย์ดิเรก กับพล พัชราภรณ์ นั่งสนทนากันอยู่อย่างเงียบ ๆ เจ้าแห้วนั่งพับเพียบคอยรับใช้อยู่ข้างประตูห้องสมุด
นิกรวิ่งเข้ามาหาคุณหญิงวาด ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นซบหน้าลงกับตักของท่าน
คุณหญิงวาดอมยิ้ม
“อะไรกันล่ะเจ้ากร พอเห็นหน้าก็หัวเราะร่วนเป็นไข่เค็ม”
นิกรเอ็ดตะโรลั่น
“หัวเราะเมื่อไหร่เล่า ผมร้องไห้ต่างหาก”
เสี่ยหงวนทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง เขากล่าวกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสามอย่างเป็นงานเป็นการ
“คุณอาครับ ผมกับอ้ายกรกลายเป็นเสือร้ายไปแล้ว”
เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะหึ ๆ
“เสืออะไรวะ เสือทำไมถึงไม่มีหาง หรือว่าเสือที่อยู่ในครัว”
อาเสี่ยแยกเขี้ยว
“แล้วกัน...ผมพูดจริง ๆ นะครับ ไม่ได้พูดเล่น ผมกับอ้ายกรได้ฆ่าเขาตายมาเดี๋ยวนี้เอง” แล้วกิมหงวนก็เปลี่ยนสายตามาที่นายพัชราภรณ์ และดร.ดิเรก “กันกับอ้ายกรได้ปะทะกับนักเลงใหญ่คนหนึ่งที่ ‘สี่พระยาฮอล’ เราไปแต่งงานเพื่อนกลับมา ผ่านหน้าบาร์นั้นก็หยุดรถแล้วเข้าไปหาเบียร์ดื่มกัน เจ้ากรเดินชนไหล่กับนักเลงใหญ่คนหนึ่งชื่ออ้ายเบิ้ม ตัวโตเกือบเท่าหลวงพ่อโตวัดอินทร์ เจ้ากรได้ขอโทษขอโพยเจ้าเบิ้ม แต่เจ้าเบิ้มกลับชกอ้ายกรลงไปนอนโก้งโค้งตูดโด่ง”
“ตายแล้ว” คุณหญิงวาดอุทาน “ทุกขโตทุกขถานัง แล้วยังไงพ่อหงวน”
อาเสี่ยว่า “เมื่อเพื่อนผมถูกชกผมจะยอมได้อย่างไรล่ะครับ ผมก็เลยบริการหมากและแว่นให้มันมั่ง คราวนี้ผมกับอ้ายเบิ้มสู้กันอย่างดุเดือด แต่ไม่ใคร่จะหวาดเสียวหรือตื่นเต้นอะไรนัก อ้ายเบิ้มเตะถูกก้านคอผมรวม ๑๕ ที ผมยื่นเซ่อเป็นไก่ตาแตก อ้ายกรได้เข้าช่วยผมตระวัดรัดคออ้ายเบิ้มไว้ ผมก็รีบล้วงกระเป๋าหยิบมีดโกนออกมาเฉือนลูกกระเดือกอ้ายเบิ้ม”
“ตาเถร” คุณหญิงวาดร้องลั่น หน้าซีดเผือดเหมือนกับจะเป็นลม “แล้วเฉือนเข้าไหม”
เสี่ยหงวนทำตาปริบ ๆ
“คออ้ายเบิ้มไม่ได้ทำด้วยเหล็กนี่ครับ ผมทั้งเฉือนทั้งเชือดด้วยอารมณ์โมโห เลือดไหลทะลักออกมาไม่ต่ำกว่าห้าหกปี๊บ ลูกกระเดือดขาดวิ่น หลอดลมก็ขาด พอผมหยุดเชือดอ้ายเบิ้มก็ควักปืนออกมาจะยิงผม”
เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปาก
“จุ๊ย์ ๆๆๆ เรื่องนี้เสียวไส้แทบฟังไม่ได้ แล้วยังไง”
นิกรพูดเสริมขึ้น
“ผมเตะโครมเดียวถูกมืออ้ายเบิ้มปืนหลุดกระเด็นขึ้นไปในอากาศ ครับ แล้วผมก็รับมือไว้ได้เอาปืนขู่อ้ายเบิ้มให้ยืนเฉย ๆ อ้ายเสี่ยปราดเข้าเชือดคออ้ายเบิ้มต่อไป พอคอจวนจะขาดอ้ายเสี่ยก็เสียวไส้โยนมีดโกนทิ้ง วิ่งหนีไปดื้อ ๆ ผมก็เลยวิ่งตามอาเสี่ยออกไปขึ้นรถแล้วเราสองคนก็รีบบึงมาบ้าน”
ดร.ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่ กล่าวถามพลเบา ๆ
“เรื่องนี้สงสัยว่า จะมีความจริงเพียงเปอร์เซ็นต์เดียว”
พลหัวเราะ
“กันว่าไม่ถึงเปอร์เซ็นต์”
คุณหญิงวาดกล่าวกับพลลูกชายของท่านทันที
“พ่อพล โทรศัพท์ไปถามที่ ‘สี่พระยาฮอล’ ซิลูก แม่น่ะไม่อยากจะเชื่อหรอก เพราะเจ้ากรกับพ่อหงวนมันมะกอกสามตะกร้า”
เสี่ยหงวนชักฉิว
“เอาซีครับ โทรศัพท์ถามไปดูเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่จริงผมให้คุณอาหญิงเตะผมสิบที”
คุณหญิงค้อนควับ
“ฉันจะเตะแกยังไง พอยกขาฉันก็หกล้ม”
พลลุกขึ้นเดินไปที่เครื่องโทรศัพท์ ยกหูฟังขึ้นหมุนเลขอัตโนมัติต่อตรงไปยัง ‘สี่พระยาฮอล’ ซึ่งเขากับเพื่อนเกลอของเขา เคยไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจกันบ่อย ๆ พลได้พูดโทรศัพท์กับพนักงานของบาร์นั้น สักครู่เขาก็ว่างหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม นายพัชราภรณ์เดินกลับมานั่ง ใบหน้าของพลซีดเผือดผิดปกติเต็มไปด้วยความห่วงใยกิมหงวนกับนิกร
“ว่ายังไงวะพล” เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามนายพัชราภรณ์
พลทรุดตัวนั่งลนเก้าอี้ตามเดิม
“เป็นความจริงครับคุณอา พนักงานบาร์ที่เขาบอกผมว่า เมื่อในราวหนึ่งทุ่ม เจ้าหงวนกับเจ้ากรปะทะกับนายเบิ้มนักเลงใหญ่หัวลำโพงที่บาร์ของเขา เจ้าหงวนกับเจ้ากรช่วยกันกลุ้มรุมนายเบิ้มและเชือดคอนายเบิ้มตาย”
“อุ๊ย...ตาย” คุณหญิงวาดอุทานลั่น “ตายแล้วตาเถรหัวถลอกแน่ นี่หลานชายของฉันทั้งสองคนกลายเป็นอ้ายเสือไปแล้วหรือนี่”
ดร.ดิเรกมองดูเพื่อนเกลอทั้งสองอย่างห่วงใย
“เร็ว เตรียมตัวหนีไปจากบ้านโดยเร็วที่สุด ตำรวจจะต้องมานี่ภายใน ๑๐ นาทีเป็นอย่างช้า เชื่อไอเถอะยู ยูต้องหนีออกไปให้พ้นประเทศ เพราะตำรวจเดี๋ยวนี้เขามีสมรรถภาพเข้มแข็งมาก ทางที่ดีที่สุดยูควรจะหนีไปอยู่อินเดียเสียชั่วคราว ไอจะเขียนหนังสือมอบให้ไปถวายท่านมหาราชาจันทรกุมารเพื่อนรักเกลอเก่าของ กัน”
เสี่ยหงวนนิ่งคิด
“ไม่ไหวโว้ย อย่าให้กันไปอยู่อินเดียเลย กันไม่ชอบกินเนยและมหาหิง กันหนีไปเมืองจีนดีกว่า”
เจ้าแห้วพูดโพล่งขึ้นทันที
“รับประทานอาเสี่ยขืนหนีไปเมืองจีน ก็ถูกยิงทิ้งเท่านั้น รับประทานอย่าไปเลยครับ”
อาเสี่ยหันมาทางนิกร
“ว่าไงวะกร”
นิกรถอนหายใจดังปู้ด
“นึก ๆ ก็ไม่อยากหนีโว้ย ยอมติดตะรางดีกว่า เขาพูดกันว่าเดี๋ยวนี้ในตะรางได้ปรับปรุงกิจการดีขึ้นมาก นักโทษได้กินไข่ดาวหมูแฮม และกาแฟเป็นอาหารเช้า กลางวันก็มีขนมจีบซาลาเปาและขนมน้ำชาอีกหลายชนิด ตอนบ่ายก็มีอาหารว่างกับกาแฟ ตอนค่ำกินอาหารแบบไทยสลับอาหารจีนและฝรั่งทุกวันไป”
พลอดหัวเราะไม่ได้
“ถ้าอยู่ดีกินดีอย่างนี้ละก้อ ตะรางคงจะมีนักโทษแน่นขนัดเหมือนปลากระป๋องเป็นแน่ อย่ามัวร่ำไรอยู่เลยอ้ายกร แกกับอ้ายหงวนรีบพากันหนีไปเถอะ กันขอแนะนำให้แกไปทางเมืองกาญจน์ ไปอาศัยอยู่ป่าดงพงไพร อีกสักห้าหกปีค่อยกลับมาบ้าน”
นิกรร้องไห้อีก ยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตา
“โธ่-อ้ายเบิ้มไม่น่าตายง่าย ๆ เลย เพียงแต่หลอดลมขาดและลูกกระเดือกหลุดเท่านั้น แล้วนี่เมียกันไปไหนล่ะ”
พลว่า “เมีย ๆ ของพวกเราเขาไปดูหนังรอบค่ำที่เฉลิมไทย อย่าห่วงคุณไพเลย กลับมากันจะบอกเขา”
นิกรสะอื้น
“กันอยากจะจูบลาเมียสักหน่อย”
อาเสี่ยว่า “จูบคุณอาหญิงแทนก็ได้”
นิกรตวาดแว๊ด
“ไม่เอาโว้ย เหม็นน้ำหมาก ฮือๆ ต่อนี้ไปกันต้องเป็นอ้ายเสือแล้ว ไม่ควรไปฆ่าเขาเลย วันนี้ก็วันพระวันศีลวันทาน ไปเถอะโว้ยหงวน ไปตามยะถากรรมของเรา เอาเงินติดตัวไปสักแสน แล้วค่อยหาโอกาสกลับมาบ้าน”
คณะพรรคสี่สหายเต็มไปด้วยความวิตกเป็นทุกข์ไปตามกัน เจ้าคุณประสิทธิ์ ฯ กล่าวขึ้นว่า
“คนเราไม่มีใครรู้หร็อกว่า วิถีทางของชีวิตตนนั้นจะเป็นอย่างไร แกสองคนก็ไม่ได้เป็นอาชญากรเท่าที่แกกับเจ้าหงวนฆ่าเขาตายก็เนื่องจากต่อสู้ กัน แต่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องมีการติดคุกตามทำเนียม เมื่อแกสองคนไม่อยากเข้าคุกก็รีบหนีไปเสีย และต้องออกไปจากกรุงเทพฯ โดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้”
กิมหงวนขบกรมมกรอด นัยน์ตาวาวโรจน์น่ากลัว เขาพยักหน้าให้นิกรแล้วพูดเสียงดุ ๆ
“ไป อ้ายกรอย่ามัวเศร้าโศกเอาตะหวักตะบวยอะไรอีกเลย เมื่อเราเป็นเสือเราก็จะต้องเป็นเสือร้ายที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บอันแหลมคม เราจะอยู่อย่างเสือร้าย และเราจะตายอย่างชายชาติเสือ โดยถืออุดมคติเช่นเดียวกับเสือใบจอมโจรเชิ๊ตดำ”
นิกรยิ้มออกมาได้
“ถ้ายังงั้นกันจะเป็นเชน แล้วแกเป็นบิลลี่เดอะคิด อดีตดาวร้ายแห่งอาริโซนา เราจะกอดคอกันตาย เราจะกลายเป็นเสือร้ายที่ทั้งยิ่งทั้งใหญ่ เราจะบุกไปยังถิ่นชนบทไปยังที่ที่ใครชักปืนได้เร็วกว่าคนนั้นรอดตาย”
เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น
“ที่ที่แกว่ามันอยู่ที่ไหนล่ะ”
“เถอะน่า หามันไปจนกว่าจะพบก็แล้วกัน ที่ใดที่มีโปลิศเราอยู่ไม่ได้”
พูดจบนิกรก็ลุกขึ้นยืน
“ไปโว้ย ขึ้นไปเก็บเสื้อผ้าของเราลงกระเป๋าเดินทางเดี๋ยวนี้ และหลบหนีไปจากบ้านโดยเร็วที่สุดก่อนที่ตำรวจจะมาลากคอเราไป”
อาเสี่ยลุกขึ้น กล่าวกับคณะพรรคของเขา
“ลาก่อนทุกคน ชาตินี้เชนกับบิลลี่ เดอะ คิด มีกรรม ต้องขอลาไปก่อน ถ้าชีวิตยังอยู่ อย่างช้าอีกร้อยปีกันจะกลับมา กู๊ดบาย”
สองเสือพากันเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน อย่างอาจหาญ คุณหญิงวาดมองดูนิกรหลานชายของท่านด้วยความรักและห่วงใยยิ่ง ท่านร้องไห้โฮแล้วตะโกนขึ้นดัง ๆ
“เชน คัมแบ็ค”
นิกรหันมาทางดูคุณหญิงวาด เขายิ้มเศร้า ๆ พดเสียงเครือ
“โน รีเทิน กู๊ดบาย มายดาลิ่ง”
คุณหญิงวาดยกมะเหงกให้นายจอมทะเล้น
“นี่แน่ะ มายดาลิ่ง”
ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง สองเสือก็พากันออกไปจากบ้าน ‘พัชราภรณ์’ พร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่คนละใบ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ ฯ และคุณหญิงวาดต่างเศร้าสลดใจไปตามกัน พลกับดร.ดิเรกเต็มไปด้วยความห่วงใยเพื่อนทั้งสอง เจ้าแห้วตามออกไปส่งนิกรกับกิมหงวนที่ประตู่ใหญ่นอกถนน แล้วเจ้าแห้วก็ยืนร้องไห้สะอึกสะอื้น หลังจากสองสหายนั่งรถสามล้อเครื่องคันหนึ่ง บ่ายโฉมหน้าเข้าไปในเมือง ไม่มีใครทราบว่าสองสหายไปไหนเท่าที่ทราบก็คือว่า เสี่ยหงวนมีเงินสดติดตัวไปแสนบาท ส่วนนิกรพกเงินติดตัวไปเพียงหกสลึงเท่านั้น
หลังจากกิมหงวนกับนิกรหนีมาจากบ้าน ‘พัชราภรณ์’ เพียงชั่วโมงเดียวตำรวจกองปราบจำนวนหนึ่งก็บุกไปที่บ้าน ‘พัชราภรณ์’ ทำการตรวจค้นนิกรกับเสี่ยหงวนอย่างถี่ถ้วน แม้กระทั่งตามลิ้นชักโต๊ะตามใต้พรมปูพื้น ไม่มีที่ใดที่ตำรวจปล่อยให้ผ่านพ้นไปได้ ตำรวจค้นอยู่จนดึก คุณหญิงวาดจัดวิสกี้ตราขาว และกับแกล้มมาเลี้ยงตำรวจทั้งนายและพลตำรวจ ต่อจากนั้นเจ้าพนักงานกองปราบก็ร่วมเล่นไพ่ตองกับสี่นางและคุณหญิงวาดจน กระทั่งรุ่งสว่าง
นวลลออกับประไพไม่ได้เศร้าโศกเสียใจเลยเท่าที่ผัวรักของห่อน ได้พากันหลบหนีคดีอุกฉกรรจ์ เตลิดเปิดเปิงไป ตรงกันข้ามหล่อนกลับรู้สึกสบายอกสบายใจยิ่งขึ้น
นิกรกับกิมหงวนพากันเดินทางมาจน ถึงกาญจนบุรีหลบซ่อนตัวอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ในที่สุด เสือสองคนก็เตลิดออกป่า

เราจะได้เริ่มเรื่องของบิลลี่เดอะคิด กิมหงวนกับเเชนนิกรต่อไป
บ่ายวันนั้น
สองสหายได้ปรากฏตัวขึ้นบนยอดเขาเล็ก ๆลูกหนึ่ง ทั้งสองนั่งอยู่หลังม้าตัวใหญ่คนละตัว มีย่ามบรรจุเสื้อผ้าพาดอยู่ที่อานม้าพร้อมด้วยบ่วงบาศซองใส่ปืนเล็กยาวและ กระติกน้ำ สองสหายบุกป่าฝ่าดงมาเป็นเวลา 6 วันแล้ว จนกระทั่งเข้าเขตพรมแดนไทยพม่า
กิมหงวนกับนิกร แต่งกายแบบเคาบอยในภาพยนตร์ ที่หน้าอกเสื้อนิกรปักตัวอักษรภาษาอังกฤษว่า “เชน” ทีหลังเสื้ออาเสี่ยปักตัวอักษรว่า “บิลลี่เดอะคิด” ใบหน้าของสองสหายเคร่งขรึม โดยเฉพาะอาเสี่ยพยามยามเก๊กหน้าให้เคร่งเครียดดุร้ายเหมือนกับเสือทั้งหลาย บางทีก็ทำตาขวางปากเบี้ยวปากบูดจนกระทั่งนิกรกล่าวห้าม
“เฮ้-เชน โลกนี้เป็นของเราแล้วโว้ย ที่นี่คงจะปลอดภัยที่สุดสำหรับเรา” อาเสี่ยพูดเสียงหนัก ๆ ทำเสียงขึ้นนาสิกเล็กน้อย “ถ้าหากว่าตำรวจตามมากันจะแสดงฤทธิ์ให้ดู”
นิกรขมวดคิ้วย่น
“แกจะทำยังไง”
“ก็ควบม้าหนีน่ะซี”
นายจอมทะเล้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วมองไปยังหมู่บ้านอันหนาแน่นหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างหุบเขามีบ้านประมาณ ๑๐๐ หลังคาเรือน โดยมากเป็นกระท่อมและบ้านเล็กเรือนน้อย
“เชน” เสี่ยหงวนเรียกนิกร
นายจอมทะเล้นจุ๊ย์ปาก
“เรียกชื่อกันเถอะวะ เรียกเชนฟังแล้วจั๊กกะจี้ยังไงชอบกล”
อาเสี่ยหัวเราะ
“หมู่บ้านที่เรามองเห็นในหุบเขานั่นคงเป็นถิ่นอ้ายเสือแน่นอน ตามที่ผู้จัดการโรงแรมเขาเล่าให้เราฟัง หรือแกเข้าใจว่ายังไง”
นิกรพยักหน้า
“คงเป็นเช่นนั้น ลักษณะไม่ใช่หมู่บ้านของพวกชาวป่าเลย ไปเถอะโว้ย ไปที่หมู่บ้านนั่นเถอะ เราจะพักอาศัยอยู่ที่นั่น ถ้าสบายดีก็จะยึดเป็นที่อยู่ของเราต่อไป ไปเถอะ...กันหิวข้าวใจจะขาดอยู่แล้วรีบไปหาอะไรรองท้องกันเสียก่อน”
สองสหาย ต่างควบขับม้าวิ่งสะบัดย่างลงไปจากยอดเขา ทางธรรมชาติคดเคี้ยววนเวียนไปมา ม้าทั้งสองพานายของมันลงมาถึงเชิงเขา ก็วิ่งตรงไปยังหมู่บ้านที่มองแลเห็นนั้น
ความเข้าใจของสองสหายถูกต้องแล้ว หมู่บ้านเหล่านั้นคือเมืองคนดุหรือถิ่นดาวร้าย หรือแดนดาวโจร หรือถิ่นคาวเลือด พวกอาชญากรที่กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ต่างหลบหนีเงื้อมมือกฎหมายมาชุมนุมกันคับคั่ง ปลูกสร้างบ้านเรือนของตนอยู่อย่างสุขสบาย มันเป็นเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งที่ไม่มีตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทุกคนย่อมคุ้มรักษาตัวเอง ใครชักปืนได้ไวกว่าคนนั้นรอดตาย แดนดาวร้ายนี้มีการฆ่ากันตายวันละหลายสิบศพ จนดูเป็นของธรรมดา เสียงปืนพกจะดังอยู่ตลอดวันยิงกันซึ่ง ๆ หน้าบ้าง ลอบยิงกันบ้าง หรือนึกสนุกขึ้นมาก็ยิงปืนเล่นเพื่อความครึกครื้นในหมู่คณะ สับปะเหร่อมือดีหายคนจากส่วนภูมิภาคต่าง ๆ และช่างต่อหีบศพฝีมือเลิศต่างหลั่งไหลมาอยู่ที่นี่เนื่องจากมีรายได้อย่างงด งาม
ถิ่นดาวร้ายนี้มีบ่อนการพนันขนาดใหญ่ มีการแสดงจ้ำบ๊ะแบบนุ่งน้อยห่มน้อยหรือชุดแรกเกิด มีร้านขายอาหารและขายเหล้าเถื่อนทุกชนิด ร้อยวันพันปีไม่เคยมีตำรวจย่างกรายมาเลย บรรดาดาวร้ายทั้งหลายล้วนแต่พยายามตั้งตนเป็นใหญ่ ซึ่งผลที่ได้รับก็คือมีการยิงกันตายแทบทุกวัน ปืนเถื่อนและกระสุนปืนขายดีที่สุด ทั้งๆที่ราคาแพงลิบ เพราะเพียงแต่กระสุนปืนก็นัดละ ๕๐ บาทแล้ว
ม้าทั้งสองตัวพาเสี่ยหงวนกับนิกรวิ่งสะบัดย่างเข้ามาในหมู่ บ้านแล้วสองสหายรู้สึกคล้ายกับว่า สภาพของบ้านเรือนที่นี่ ไม่แตกต่างกว่าชนบทเล็ก ๆในภาพยนตร์เคาบอยที่นิกรกับกิมหงวนเคยดูมามากต่อมากแล้ว ประชาชนที่หมู่บ้านนี้ก็แต่งกายแบบเคาบอยคาดเข็มขัด กระสุนปืนพก บางคนก็สะพายปืนลูกซอง
ใครต่อใครพากันมองดูสองสหายของเราเป็นตาเดียว พอถึงหน้าโรงบ่อนแห่งหนึ่ง อาเสี่ยกับนิกรก็บังคับม้าคู่ยากให้หยุดนิ่ง ทั้งสองเผ่นแผล็วลงจากหลังม้า จัดแจงผูกสายบังเหียนไว้กับที่ผูกม้าหน้าโรงเตี๊ยม ‘อีกาเขียว’
ก่อนที่จะเข้าไปในโรงเตี๊ยมและโรงบ่อน ชายชราเจ้าของร่างสูงชะลูดคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหา แกล้วงกระเป๋าหยิบเท็ปออกมาเส้นหนึ่ง จัดแจงวัดส่วนสูงของกิมหงวนทันที ซึ่งการกระทำของชายชราผู้นี้ทำให้อาเสี่ยและนิกรแปลกใจอย่างยิ่ง
“ลุง ทำอะไรน่ะ ที่นี่มีการตัดเสื้อวัดตัวด้วยยังงั้นหรือ”
ชายชรายิ้มเห็นฟันหลอ
“เปล่าหร็อก พ่อมหาจำเริญ ลุงเป็นช่างต่อโลงผีขาย เท่าที่ลุงวัดตัวหลานชายก็เพื่อจะทำโลงเตรียมไว้ใส่ศพหลานนั่นเอง”
นิกรหัวเราะก้าก ส่วนอาเสี่ยทำหน้าชอบกลเขากล่าวถามชายชราอย่างเคือง ๆ
“ฉันไม่เข้าใจเลย ทำไมลุงถึงพูดอย่างนี้”
ชายชราอมยิ้ม
“อ้ายหลานชาย อย่าว่าลุงดูหมิ่นฝีไม้ลายมือของเจ้าเลยนะ ลุงจะบอกให้ที่นี่น่ะมันเป็นแดนมัจจุราช หรือถิ่นดาวร้าย รูปร่างสะโอดสะองอย่างชาวบางกอก เช่นเจ้าสองคนนี่ ลุงกล้ารับรองว่า เจ้าจะมีชีวิตอยู่ที่นี่ได้อย่างมากเพียงวันเดียวเท่านั้น”
อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ
“แล้วลุงมาวัดตัวฉันทำไม”
ชายชราว่า “ลุงจะทำหีบศพเตรียมไว้ใส่เจ้าน่ะซี”
นิกรกล่าวถามขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ
“คนที่นี่ดุยิ่งกว่าหมาเฝ้าสวนหรือลุง”
ชายชราพยักหน้ารับรอง
“ถูกแล้ว นั่น เจ้าได้ยินไหม เกิดยิงกันในโรงบ่อนนี้แล้ว ไม่ใครก็ใครต้องเป็นศพไปแล้ว”
สองสหายมองไปที่ประตูโรงบ่อน ซึ่งเป็นทั้งโรงเตี๊ยมและร้านจำหน่ายสุราและอาหารด้วย ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่สองคนช่วยกันหามศพเจ้าหนุ่มคนหนึ่งออกมานอกแล้วโยนทิ้งไว้ ข้างบันไดขึ้นลงนั่นเอง ทั้งสองคนมองดูหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน ต่างถูมือไปมาหมุนตัวกลับเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมอย่างองอาจ
ชายชรายกมือตบบ่าอาเสี่ยเบา ๆ
“เห็นหรือยังอ้ายหลานชาย ชีวิตของคนที่นี่ไม่มีความหมายอะไร ใครเก่งจริงถึงจะอยู่ได้”
อาเสี่ยทำปากแบะยืน เขาพูดขึ้นด้วยเสียงหนัก ๆ
“ลุงยังรู้จักฉันน้อยเกินไป ฉันคือเสือร้ายที่มีเขี้ยวเล็บอันแหลมคม เพื่อนของฉันคนนี้ก็เป็นเสือ เราสองคนหลบหนีมาจากกรุงเทพฯ หลังจากที่เราฆ่าคนตายในราวร้อยกว่าศพ ฮะ ฮ้า”
ชายชรานักค้าโลงผียิ้มแห้ง ๆ
“เป็นความจริงหรือหลานชาย”
อาเสี่ยพยักหน้า แต่แล้วกิมหงวนกับนิกรก็แลเห็นเจ้าหนุ่มคนหนึ่งถูกถีบกระเด็นออกมาจากประตู โรงบ่อน ชายฉกรรจ์อีกคนหนึ่งติดตามออกมาในเวลาไล่ ๆ กัน ทั้งสองแจกหมากแจกแว่นกันอย่างอุตตลุด ประชาชนที่เดินผ่านไปมาไม่มีใครสนใจเลย อาเสี่ยกับนิกรมองดูอย่างสนุกสนาน ชายกลางคนซึ่งเป็นชายร่างใหญ่ชกคู่ต่อสู้ของเขาลงไปนอนโก้งโค้ง แล้วก็ชักปืนพกออกมายิงซ้ำสองนัดซ้อน
“โป้ง เป้ง”
เจ้าหมอนั่นล้มลงนอนคว่ำหน้าสิ้นใจตาย เจ้าเคราดกเก็บปืนพกใส่ซองปืน หันมามองดูชายชราแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงเกรี้ยวกราด
“เอาศพไปทีเถอะลุงเหน่ง ฉันจะคิดค่าป่วยการฝังศพให้ร้อยบาท”
ลุงเหน่งนักต่อโลงและสัปปะเหร่อมือหนึ่ง ยิ้มให้เจ้าเคราดก
“เกิดอะไรกันขึ้นล่ะพ่อปลั่ง”
เจ้าปลั่งแสยะยิ้ม
“อ้ายหมอนี่มันบังอาจเกินไป ฉันนั่งกินเหล้าอยู่ในบาร์ มันเดินเหยียบเงาของฉัน แล้วฉันจะเอามันไว้ทำไม มันไม่ใช่พ่อฉันนี่นา” พูดจบเจ้าปลั่งก็เดินกลับเข้าไปในโรงบ่อน
เสี่ยหงวนพูดกับนิกรทันที
“น่าดูเหมือนกันโว้ย ที่นี่สนุกแน่ เราจะต้องพักอยู่ที่นี่ และเราจะต้องอยู่อย่างเสือร้าย ไม่ใช่อยู่อย่างหมา”
นิกรรู้สึกคึกคักเข้มแข็งอย่างน่าประหลาด เขายืนหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง
“แน่นอน เกิดเป็นคนไม่สู้คนมีอย่างหรือวะ เป็นไทยต้องสู้ ต้นตระกูลไทยเราล้วนแต่นักสู้นักรบ หรือแกจะยิงกันตัวต่อตัวยังได้”
อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก
“เราพวกเดียวกันโว้ย”
นิกรนิ่งคิดสักครู่
“จริงซีนะ ยังงั้นเราเข้าไปหาเหล้าหาอาหารกินกันดีกว่า วันนี้กันครึ้มใจอย่างไรชอบกล อยากจะฆ่าคนเล่นสักร้อยคน ลองตาลุงนี่ดูก่อนดีไหม”
ชายขราสะดุ้งเฮือก
“อย่า-อย่าฆ่าลุงเลยอ้ายหลานชาย ลุงแก่แล้ว”
นิกรทำตาเขียวกับชายชรา
“แก่กว่านี้ยังเคยฆ่า ยิ่งแก่สิดีจะได้ไม่มีทางสู้ฉัน อายุ ๗๐ ยังงี้ยิงโป้งเดียวม่องเท่งเลย กลัวฉันไหมลุง”
ชายชราตัวสั่นงันงก
“กลัวน่ะไม่กลัวหร็อก แต่เสียวน่องเหลือเกิน”
นิกรทำคอย่น หันมาพยักหน้ากับกิมหงวนแล้วพากันเข้าไปในบาร์ ‘อีกาเขียว’ สองสหายต่างแลเห็นพวกอาชญากรทั้งหลาย กำลังนั่งมั่วสุมเล่นการพนันกันตามโต๊ะต่าง ๆ ที่นี่เป็นที่ของคนชั่วคนเลว จึงไม่มีวัฒนธรรมและศีลธรรมหรือคุณธรรม ทุกคนเต็มไปด้วยความหยาบคายด่าทอกัน แหกปากหัวเราะหรือพูดด้วยเสียงตะโกนไม่ต้องเกรงอกเกรงใจใคร และไม่มีใครสนใจกับใคร
- ๒ -
สองสหายนั่งลงที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่ง คนรับใช้เดินเข้ามากล่าวถามความประสงค์
“จะยัดเหล้าหรือจะแดกข้าว”
อาเสี่ยอ้าปากหวอ
“ปู้โธ่-อ้ายเปรต พูดจาให้มันมีวัฒนธรรมหน่อยซีโว้ย ทำไมแกหยาบคายอย่างนี้”
คนรับใช้หัวเราะ
“ที่นี่ไม่รู้จักกับคำว่า วัฒนธรรมหร็อกครับ เพราะมีแต่พวกกุ๊ยพวกโจร และพวกนักเลงอันธพาลอาชญากร อาชญาบาทและดาวร้ายทั้งหลาย”
นิกรทำตาปริบ ๆ
“อ้ายน้องชาย อาชญาบาทน่ะแกหมายความว่าอย่างไร กันเพิ่งได้ยินคำนี้”
คนรับใช้หัวเราะ
“คนที่เคยกระทืบคนตาย หรือเตะคนตายหรือเอาตีนล้วงกระเป๋ากระตุกสร้อยคอเขานั่นแหละครับ เรียกว่าอาชญาบาท”
“อือ น่าฟัง” อาเสี่ยพูดเสียงหัวเราะ “เอาข้าวมาให้เรากินเถอะกับข้าวอะไรมีดีๆ จัดมา ขอเหล้าสักขวดหนึ่งก่อน”
คนรับใช้รับคำสั่งแล้วเดินกลับไปที่บาร์ ในเวลาเดียวกันนี้เอง ชายกลางคน รูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งได้พาตัวเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมอย่างองอาจ เขาหยุดยืนเท้าสะเอวขวางประตู แล้วมองดูสองสหายอย่างแปลกใจชายผู้นี้คือดาวร้ายขนาดหนักผู้มีอิทธิพลใหญ่ ยิ่ง เป็นอาชญากรชั้นเสือร้าย
เสี่ยหงวนลุกขึ้นเดินไปที่กระจกเงาบานใหญ่ที่ฝาห้อง อาเสี่ยหันไปมองดูเสือก้านจอมอาชญากร แล้วกิมหงวนก็ยักคิ้วให้ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบมีโกนขึ้นมาโกนหนวดเคราของเขา ซึ่งไม่ได้โกนมาหลายวันแล้ว
เสือก้านปราดเข้ามายืนข้างหลังเสี่ยหงวนด้วยท่าทางดุร้าย
“เฮ้” เสือก้านร้องลั่น “มึงเป็นใครวะ เมื่อปีกลายนี้กูจำได้ว่ามึงด่ากู”
ทุกคนในโรงเตี๊ยมเงียบกริบ นักเลงการพนันและนักเลงเหล้า ตลอดจนพวกอาชญากรทั้งหลาย ต่างหันมามองดูเสือก้านเป็นตาเดียว เสือก้านผู้นี้เป็นพี่ชายของเสือแก้ว ขุนโจรผู้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ที่สุด ในเขตจังหวัดนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี โดยเฉพาะเสือแก้วน้องชายร่วมสายโลหิตของเสือก้าน พวกดาวร้ายให้สมญาว่าพระกาฬ เพราะเสือแก้วจะต้องฆ่าคนอย่างน้อยวันละสองศพทุกวันไป แม้กระทั่งวันพระหรือวันหยุดราชการก็ไม่เว้น ขณะนี้เสือแก้วกำลังพาพรรคพวกไปปล้นทางเขตพม่า เสือก้านจึงอยู่ที่นี่ตามลำพัง และเป็นพี่เบิ้มอยู่ในถิ่นดาวร้ายนี้
อาเสี่ยแสดงความเยือกเย็น เช่นเดียวกับบิลลี่เดอะคิด อดีตขุนโจรแห่งอาริโซนา เขามองดูเสือก้านในกระจกแล้วหัวเราะหึๆ โกนหนวดเคราของเขาต่อไป
“ทำไมไม่ตอบคำถามกู อยากตายรึ กูคือเสือก้านเจ้าพ่อในถิ่นนี้มึงเป็นใคร”
เสือหงวนยิ้มแสยะ กลอกนัยน์ตาไปมา
“ยินดีมากที่ได้รู้จักกับแก แกคือเสือก้าน กันคือเสือใบ หรือแกจะเรียกกันว่าคุณพ่อก็ยังได้”
เจ้าก้านทำปากจู๋ เต็มไปด้วยความกระหายที่จะฆ่าคน
“ฮะ ฮ้า อ้ายหนุ่ม มึงบังอาจล้อพระกาฬอย่างนี้เชียวหรือ”
เสี่ยหงวนป่องปากพองลม ใช้มีดโกนโกนเคราของเขา ส่วนนัยน์ตามองดูเสื้อก้านในกระจกเงาบานใหญ่นั้น ชั้นเชิงของเสือหงวนราวกับ บิลลี่ เดอะ คิด จริง ๆ
“อ้ายเด็กน้อยผู้มีเคราดก ถ้าไม่อยากตายละก้อรีบหนีออกไปเสียจากโรงเตี๊ยมนี้เสียเถอะ วันนี้วันพระวันเจ้าโว้ย อย่าให้กูฆ่าคนหน่อยเลย”
เสือก้านกระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาเพื่อจะยิงเสี่ยหงวน แต่สายเกินไป กิมหงวนของเราว่องไวราวกับจิ้งจก เขาเอื้อมมือกระชากปืนพกรีวอลเว่อร์ ๙ มม.ออกมาจากในอกเสื้อของเขาแล้วยกขึ้นพาดบ่า มองดูเป้าหมายในกระจกกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืนทันที
“ปัง” กระสุนปืนนัดนั้นถูกปืนของเสือก้านอย่างจัง ความแรงของมัน ทำให้รีวอลเว่อร์ของเสือก้านกระเด็นหลุดจากมือทันที ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของใครต่อใคร
อาเสี่ยทำปากเบี้ยวนัยน์ตาเหล่เล็กน้อย เดินส่ายอาด ๆ เข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าเสือก้าน เอื้อมมือซ้ายจับหนวดบิดแล้วกระตุกสามทีติด ๆ กัน ยกเท้าขวาเตะหน้าแข้งเสือก้านดังโป๊กยังผลให้เสือก้านร้องลั่น ยกหน้าแข้งขึ้นลูบคลำกระโดดโลดเต้นไปมา
เสี่ยหงวนพยักหน้าให้ขุนโจรผู้ยิ่งใหญ่ แล้วยิงกระหน่ำไปข้าง ๆ เท้าของเสือก้าน จอมโจรกระโดดหลบลูกปืนไปมาเหมือนเต้นแท๊ป เสียงปืนพกดังสนั่นหวั่นไหวปลุกให้นิกรตกใจตื่นลืมตาโพลง
นายจอมทะเล้นพรวดพราดลุกขึ้นยืน กระชากปืนพกในซองปืนทั้งสองกระบอกออกมา แล้งวกระโดดขึ้นไปยืนบนโต๊ะ ควงปืนพกทั้งสองกระบอกอย่างคล่องแคล่ว แต่แล้วปืนพกในมือข้างซ้ายก็หลุดจากมือหล่นลงมาถูกเท้าของเขา
“โอ๊ย” เชนร้องสุดเสียง ก้มลงเก็บปืนพกแล้วกระโดดลงมาจากโต๊ะนั้นหมุนดังไปรอบ ๆ จ้องปืนไปยังหมู่ดาวร้ายทั้งหลาย
เสียงฮาป่าดังขึ้นทันที ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น
“ถุย นี่หรือวะเชน ลำบากนักก็อย่าแอ๊คเลยโว้ย”
นิกรแยกเขี้ยวขบกรามกรอด
“หมาตัวไหนวะที่ร้องตะโกนเมื่อกี้นี้ มา-วันบายวัน”
ชายหนุ่มรูปร่างน้อง ๆ ยักษ์วัดแจ้งคนหนึ่งปราดเข้ามาหานิกร เจ้าหมอนี่เป็นสมุนของเสือก้านคนหนึ่ง
“กันเอง พี่ชาย จะเอายังไงว่ามา ปืนหรือมีดหรือไม้”
นิกรตอบอย่างองอาจ
“ไม่เอาทั้งนั้น”
พวกคาวบอยฮาครืน บางคนก็เป่าปากกระทืบเท้า อาเสี่ยเดินเข้ามาหานิกรโดยไม่ได้สนใจกับเสือก้าน ซึ่งกำลังจ้องมองดูเขาด้วยความอาฆาตมาตรร้าย
“สู้มันเชน เชนไฟ้ท์”
นิกรยิ้มแห้ง ๆ
“สู้กะหอกอะไรเล่า ตัวมันย่อมกว่าหลวงพ่อโตวันอินทร์นิดเดียวเท่านั้น”
เสี่ยหงวนชักฉิว
“แล้วยังงั้นแกเสือกปัก “เชน” ไว้ที่หน้าอกเสื้อแกทำไม”
นิกรหัวเราะ
“เชนในหนังกับเชนนอกจอมันไม่เหมือนกันโว้ย” แล้วนิกรก็หันมายักคิ้วให้อ้ายหนุ่มร่างยักษ์ “อ้ายน้องชายฝากไว้ก่อน อย่างช้าอีก ๑๐ ปี กันจะกลับมาพบแกอีก”
อ้ายหมอนั่นเป็นจอมนักบู๊ มันหมั่นไส้นิกรเป็นกำลังก็ลั่นหมัดตรงขวาเต็มเหนี่ยว ถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของเชนอย่างถนัดใจ เชนเซถลาร่อนออกไปราวกับนกปีกหักปะทะกับโต๊ะตัวหนึ่งดังโครม
นิกรหายใจถี่เร็ว กิริยาท่าทางของเขาดุร้ายผิดปกติ เขายกหลังมือซ้ายป้ายเลือดที่ปาก แล้วนิกรก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น
“มึงแจกหมากกู”
เจ้าปลั่งหัวเราะหึๆ
“เออ กูจะแจกแว่นมึงอีก”
นายจอมทะเล้นนัยน์ตาเขียวปั้ด เหมือนกับพยัคฆ์ร้ายที่ได้รับบาดเจ็บจากเขี้ยวเล็บของศัตรู นิกรเอื้อมมือหยิบขวดเหล้าบนโต๊ะขึ้นมา ฟาดกับโต๊ะดังเพล้ง ขวดเหล้าแหลกละเอียด นิกรถือคอขวดเหล้าซึ่งส่วนที่แตกตอนปลายแหลมคมน่ากลัว
อาเสี่ยยิ้มออกมาได้
“เอามันเชน แทงคอหอยมันเลย”
นิกรมองดูขวดเหล้าในมือของเขา แล้วโยนทิ้งพูดกับอาเสี่ยแผ่วเบา
“เสียวไส้โว้ย แทงมันไม่ลง กันชกกับมันดีกว่า วันนี้เชนจะแสดงลวดลายของนักสู้ให้แกได้ชมเป็นขวัญตา” พูดจบนิกรก็ปราดเข้าประจัญบานเจ้าปลั่ง
หมัดซ้ายขวาของนิกรรัวราวกับปืนกล เจ้าปลั่งยกแขนขึ้นปัดป้องเขาสูงกว่านิกรเกือบศอก รูปร่างขนาดยักษ์ปลั่งต่อสู้กับนิกรอย่างขบขันเหมือนกับว่า เขาชกกับเด็กทารก นิกรชกถูกหน้าเจ้าปลั่งหลายทีจนมือซ้น แต่ปลั่งไม่สะดุ้งสะเทือนเลย ไม่ผิดอะไรกับว่านิกรชกกำแพงเมืองจีน
ในที่สุด นิกรก็ถูกหมัดเด็ดของเจ้าปลั่งลงไปนอนอมยิ้มโก้งโค้งตูดโด่ง พวกดาวร้าโห่ร้องกันเกรียวกราว
กิมหงวนเอ็ดตะโรลั่น
“ลุกขึ้นอ้ายกร”
นิกรรวบรวมกำลังลุกขึ้นนั่ง หูอื้อนัยน์ตาพร่าพราว เขาก้มหน้าลงใช้ปากเป่าฝุ่นละอองและล้วงกระเป๋า หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมาปัดพื้นให้เรียบร้อยเอนตัวลงนอนใช้ท่อนแขนขวา หนุนศีรษะต่างหมอน พวกดาวร้ายต่างหัวเราะกันอย่างครื้นเครง อาเสี่ยเดือดดาลเหลือที่จะกล่าว ปราดเข้ามายกเท้าขวา เตะนายจอมทะเล้นเพื่อนเกลอของเขาดังพลั่ก
“ลุกขึ้นเชน สู้มันซีโว้ย เราได้สัญญากันไว้แล้วว่า เราจะมีชีวิตอยู่อย่างเสือร้าย และเราจะตายอย่างชายชาติหมา..เอ๊ย..ชาติเสือ เป็นคนมีสิบนิ้วเหมือนกันอย่ายอมแพ้มันง่าย ๆ ซีโว้ย”
นิกรฝืนยิ้มอย่างยากเย็น
“ถูกแล้ว มีสิบนิ้วเหมือนกัน แต่แกแหกตาดูซิเพียงแต่นิ้วก้อยของมันก็โตเท่านิ้วหัวแม่ตีนกันแล้ว”
เสือก้านร้องตะโกนขึ้น
“ลูกน้องไม่สู้ลูกพี่ยังได้โว้ย มึงกับกูตัวต่อตัวเป็นยังไง”
เสี่ยหงวนหันควับมาทางเสือก้าน
“อ้ายน้องชาย แกท้ากันหรือนี่”
“ถูกแล้ว ลองเอาเหงื่อกันดูสักพักเป็นยังไง”
อาเสี่ยหัวเราะก้าก
“ตกลงเสือก้าน ความจริงกันน่ะไม่มีเจตนาที่จะลบเหลี่ยมลูบคมแกเลย แต่เมื่อแกอยากจะล้มทับตีนกัน กันก็ช่วยอะไรไม่ได้”
เจ้าหนุ่มอันธพาลคนหนึ่งหัวเราะก้าก
“คำคมซะด้วยโว้ย ฮาป่าหน่อยพวกเรา เอ้า-เฮ้..”
เสียงโห่ร้องเกรียวกราวดังขึ้นทั่วโรงเตี๊ยม เจ้าก้านชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ ทั้งโรงเตี๊ยมเงียบกริบทันที แล้วเจ้าก้านก็เดินเข้ามาเผชิญหน้ากิมหงวน
“กันพอใจในความเป็นนักเลงของแกมาก แกเป็นใครวะ บอกชื่อของแกให้กันทราบหน่อยเถอะ”
อาเสี่ยยิ้มด้วยมุมปากบนข้างซ้ายเพียงเล็กน้อย
“กันคือเสือหงวนผู้มาจากดินแดนแห่งอารยะ คือพระนครหลวง หรือบางกอกไทยแลนด์ แกต้องการชกกับกันตัวต่อตัวใช่ไหม”
เสือก้านพยักหน้า
“ถูกแล้ว”
“มวยไทยหรือมวยหรั่ง ใช้ยูโดได้หรือไม่บอกเงื่อนไขมาให้ละเอียด”
เสือก้านพูดโพล่งขึ้นทันที
“ได้ทั้งนั้น”
อาเสี่ยลั่นหมัดขวากระแทกหน้าเสือก้านทันที ฮุคขวาหมัดนี้รุนแรงมาก เสือก้านเซออกไปทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อย สมุนของเสือก้านคนหนึ่งกระชากมีดพบที่เหน็บเอวไว้ ออกมายกขึ้นจะขว้างหลังอาเสี่ย แต่แล้วนิกรก็ดึงปืนพกออกมายิ่งเจ้าหมอนั่นเสียก่อน”
“ปัง” ใบมีดเล่มนั้นแหลกละเอียด และมีดกระเด็นหลุดจากมือ นิกรพยักหน้ากับเจ้าของมีด “มีตาดูมีหูฟังอ้ายน้องชาย ขืนรุ่มร่ามอีกสะดือของแกจะทะลุ”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เสือก้านก็ผลุดลุกขึ้นยืนอย่างงง ๆ ถึงแม้จะถูกหมัดเด็ดของเสือหงวน กำลังใจของเสือกานก็ยังแข็งแกร่งอยู่เสมอ เสือก้านปราดเข้าปะทะอาเสี่ยอย่างดุเดือด ทั้งสองต่างแจกหมากและแว่นกันอุตลุด ต่างผลัดกันลุกผัดกันรับ พวกดาวร้ายพากันโห่ร้องส่งเสียงเอะอะเฮฮาเอาใจช่วยเสือก้าน
ครั้งหนึ่ง ทั้งสองกอดรัดฟัดกันและล้มลงไปด้วยกันทั้งคู่ เสือก้านร้องโอดครวญน่าสงสาร
“โอ๊ย..อย่าเล่นยังงี้ซีโว้ย ปล่อย...อ้ายหงวนกูตายแล้ว โอย...”
ร่างอันสูงใหญ่ของเสือก้านค่อย ๆ สิ้นสุดการเคลื่อนไหวลงทีละน้อย สักครู่ก็นอนนิ่งเฉยสิ้นสติสมประดี อาเสี่ยรีบลุกขึ้นยืน ชูมือทั้งสองประสานกันเหนือศีรษะ พวกดาวโจรและอาชญากรทั้งหลายเงียบกริบ นิกรตรงเข้ามาหากิมหงวนอย่างตื่น ๆ เขามองดูเสื้อก้าน ซึ่งนอนหงายเหยียดยาวอยู่กลางพื้นห้องแล้วกล่าวถามอาเสี่ยเบา ๆ
“แกเล่นล็อคคอมันหรืออย่างไร ทำไมอ้ายก้านถึงแพ้แกอย่างไม่มีประตูสู้เช่นนี้ เห็นลงไปนอนฟัดกันเพียงครู่เดียวเท่านั้น เจ้าก้านง่อยกระรอกไปแล้ว แกทำยังไงวะ”
อาเสี่ยยิ้มให้นิกร
“ความลับ บอกไม่ได้”
นิกรหันไปทางเจ้าปลั่งอ้ายยักษ์ใหญ่ แล้วกล่าวกับเจ้าปลั่งอย่างทระนง
“เฮ้ย-อ้ายยักษ์ ลองฟัดกับบิลลี่เดอะคิดของกันสักหน่อยเถอะวะ”
เจ้าปลั่งยิ้มแห้ง ๆ หน้าถอดสีทันที
“วันนี้กันปวดท้องเสียแล้ว เอาไว้วันหลังก็แล้วกัน”
นิกรหัวเราะก้าก กล่าวกับพวกดาวร้ายทั้งหลาย
“พี่น้องโว้ย อั๊วสองคนไม่ได้เป็นศัตรูของพวกลื้อ เราควรจะเป็นญาติกันดีกว่า เราก็ล้วนแต่เป็นอาชญากรด้วยกัน และอย่างน้อยเราก็สืบเลือดเนื้อเชื้อไขมาจากต้นตระกูลไทยด้วยกัน”
เสี่ยหงวนแลเห็นเสือก้านกระดุกกระดิก เคลื่อนไหวได้ก็เดินเข้ามาประคองเสือก้านลุกขึ้น
“เป็นยังไงอ้ายเพื่อนเกลอ หน้าเขียวเป็นพระอินทร์เชียว”
เสือก้านขบกรามกรอด ความเจ็บปวดของเขายังไม่หาย มันปวดรวดเร้าถึงหัวใจ เขามองดูอาเสี่ยด้วยแววตาประสงค์ร้าย
“ดีแล้ว วันนี้กูยอมแพ้มึง แต่วันหลังเราคงได้พบกันอีก”
อาเสี่ยหัวเราะ
“พบอีกแกก็หน้าเขียวอีก คราวนี้เอาให้ระเบิดโพละเลย”
นิกรกล่าวถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“อะไรวะระเบิดโพละ”
“อย่าสอดรู้สอดเห็นเลยน่า เรื่องของผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องของเด็ก เวลากันต่อสู้กับอ้ายก้านทำไมแกไม่ดูชั้นเชิงของกันล่ะ”
เสือก้านพาตัวเดินออกไปจากโรงเตี๊ยม อย่างเดือดดาล เสือหงวนกับเสือกรยิ้มแป้นไปตามกัน อาเสี่ยเดินเข้าไปยังกลุ่มดาวร้ายกลุ่มหนึ่ง แล้วเขาก็กล่าวขึ้นว่า
“อ้ายน้องชาย เราสองคนเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตายหนีมาจากกรุงเทพฯ กันคือเสือหงวน และเพื่อนของกันคือเสือกร ไหน ๆ เราก็เป็นอาชญากรด้วยกัน เรามาร่วมรักสามัคคีกันเถอะวะ กันเป็นเศรษฐีไม่ใช่โจร กันมีเงินพอที่จะเลี้ยงดูพวกเราทั้งหมดนี้ เอา-ใครอยากกินเหล้ากินกับแกล้มอะไรเชิญสั่งตามความพอใจ กันเลี้ยงอย่างไม่อั้น สั่งมาเททิ้งหรือราดกบาลกันเล่นสนุก ๆ ก็ได้ เสี่ยหงวนเลี้ยงเต็มที่”
เจ้าปลั่งชายหนุ่มร่างยักษ์ลืมตาโพลง เขาเริ่มเลื่อมใสเสือหงวนกับเสือกรทันที เจ้าปลั่งร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง
“ไชโย ขอให้เสือหงวนผู้ยิ่งใหญ่จงเจริญ”
เสียงโห่ร้องดังขึ้นทั่วโรงเตี๊ยม บรรดานักเลงอันธพาลและดาวโจรทั้งหลายต่างแยกย้ายกันไปนั่งรวมกลุ่มกันตาม โต๊ะต่าง ๆ แล้วก็สั่งสุราอาหารมาเลี้ยงดูกัน
เสียงเอะอะเฮฮาดังอยู่ตลอดเวลา การพนันสิ้นสุดลงเพียงชั่วขณะ นับเป็นครั้งแรกอันเป็นประวัติการของถิ่นดาวร้ายที่มีการเปิดฟรีบาร์ พวกโจรและอาชญากรทั้งหลายครึกครื้นรื่นเริงไปตามกัน
อย่างไรก็ตาม สมุนของเสือก้านและเสือแก้วหลายคนต่างพากันทยอยๆ ออกไปจากโรงเตี๊ยมนี้ ไม่ยอมกินฟรี เพราะยังมีความจงรักภักดีต่อลูกพี่ของตนอยู่
เจ้าปลั่งกล่าวขึ้นดัง ๆ
“คิดดูเถอะวะ พี่ก้านกับพี่แก้วกระทำตนเป็นพี่เบิ้มอยู่ที่นี่มานานแล้ว ไม่เคยเลี้ยงเหล้าพวกเราแม้แต่เป๊กเดียว ส่วนพี่หงวนกับพี่กรมาถึงนี่ ยังไม่ถึงชั่วโมงก็แสดงน้ำใจกว้างขวางเลี้ยงดูปูเสือพวกเรา อย่างนี้จะไม่นับถือแล้วจะให้กูไปนับถือหมาที่ไหน”
อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก
“เปรียบเทียบให้มันน่าฟังกว่านี้หน่อยเถอะวอ้ายเปลื้อง”
พวกเคาบอยฮาครืน เจ้าปลั่งทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล
“ผมชื่อปลั่งครับเฮีย เปลื้องน่ะพ่อของผม”
กิมหงวนหัวเราะก้าก โบกมือกับพวกดาวร้ายรอบ ๆ
“ตามสบายโว้ยพรรคพวก ไม่ต้องกลัวว่ากันจะไม่มีเงินจ่ายค่าเหล้าและค่าอาหาร”
ทันใดนั้นเอง ชายชราคนหนึ่งใบหน้าเหี้ยมเกรียมแต่งกายขมุกขมอม ได้พาตัวเดินเข้ามาหยุดยืนข้างโต๊ะอาเสี่ย ชายผู้นี้คือเสือหร่ำหรือลุงหร่ำ อดีตดาวร้ายแห่งสุพรรณบุรีเมื่อครั้งก่อน ลุงหร่ำหลบหนีคดีอาญามาที่นี่ และเป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งในการสร้างเมืองโจรขึ้นในหุบเขานี้ แล้วลุงหร่ำก็ตั้งร้านจำหน่ายสุราและอาหารมาจนกระทั่งทุกวันนี้ พวกดาวร้ายพวกอาชญากรทั้งหลายต่างยกย่องลุงหร่ำ เป็นอาชญากรชั้นอาวุโส”
ชายชราเอื้อมมือตบบ่ากิมหงวนเบา ๆ
“อ้ายหลานชาย”
อาเสี่ยหันควับมาทางลุงหร่ำ แล้วทำตาเขียว
“อ้าว-ลุง ยืนห่าง ๆ ซี เหยียบเงาฉันเข้าละก้อเป็นยิงทิ้งเชียวนะจะบอกให้”
คราวนี้ลุงหร่ำยกมือตบศีรษะอาเสี่ยดังผัวะ
“อย่าดุร้ายให้มันมากนักเลยวะ อ้ายหลานชายเดี๋ยวพ่อก็จะส่งไปเฝ้าสวนเสียหรอก อ้า-เจ้าเสือหงวนลุงคือเสือหร่ำ อดีตดาวร้ายที่เคยฆ่าคนมา ๖๕ คนแล้ว ซึ่งเท่ากับอายุของลุงพอดี ลุงเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมและโรงบ่อนนี้ อย่าหาว่าข้าดูถูกดูแคลนเจ้าเลย เท่าที่เจ้าเปิดการเลี้ยงแบบซีนีมาสะโค๊ปเช่นนี้น่ะ เจ้ามีเงินในกระเป๋าพอที่จะจ่ายให้ข้ายังงั้นหรือ”
คราวนี้กิมหงวนโกรธจนตัวสั่น และโกรธจริง ๆ ไม่ใช่แกล้งทำเป็นโกรธ นิสัยของอาเสี่ยแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ไม่ชอบให้ใครดูหมิ่นเขาในเรื่องการเงิน เสือหงวนพรวดพราดลุกขึ้นยืน ล้วงกระเป๋ากางเกงเคาบอยหยิบธนบัตรใบละร้อยบาท ปึกเบ้อเร่อออกมาชูอวดแล้วกล่าวกับชายชราอย่างเดือดดาล
“เห็นไหม อ้ายคุณลุง นี่เงินใช่ไหม ก่อนอื่นฉีกให้แกดูเล่นเป็นขวัญตาสักปึก แกจะได้รู้ว่าเสือหงวนน่ะมันร่ำรวยเหมือนกับว่า พิมพ์แบ็งค์ใช้ได้เองทีเดียว”
ท่ามกลางความตื่นเต้นของใครต่อใคร กิมหงวนได้ฉีกธนบัตรประมาณหมื่นบาท ออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วโปะหน้าลุงหร่ำอย่างโมโห
เจ้าเปล่งร้องตะโกนลั่น
“ลูกพี่ของกูแน่เหลือเกินโว้ย ขอให้เฮียหงวนจงเจริญ ไชโย”
พวกอันธพาลซึ่งนิยมเป็นแขกไชโยต่างร้องไชโยขึ้นพร้อม ๆ กัน ลุงหร่ำตกตะลึงพรึงเพริด แกก้มลงหยิบเศษธนบัตรขึ้นมาพิจารณาดู จากความชำนาญบอกให้แกรู้ดีว่าธนบัตรที่กิมหงวนฉีกทิ้งนั้นเป็นธนบัตรของ รัฐบาลไทย ไม่ใช่ธนบัตรปลอม ลุงหร่ำรีบยกมือไหว้กิมหงวนทันที
“พ่อหลานชาย ลุงมีตาเสียเปล่าแต่หามีแววไม่ เชิญพ่อกินตามสบายเถิด ถ้าได้ขาประจำอย่างนี้สักสิบรายละก้อ ข้าก็คงปลูกตึกอยู่ได้ในปีนี้” พูดจบชายชราก็หันมาทางนายจอมทะเล้น ซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารที่สั่งมาจนเต็มโต๊ะ “อ้ายหลานชาย ลองฉีกแบ็งค์ให้ข้าดูสักปึกหนึ่งเหมือนอย่างเสือหงวนได้ไหม”
นิกรขมวดคิ้วย่น
“ฉีกกะลิงอะไรล่ะลุง ฉันมีเงินติดกระเป๋าอยู่หกสลึงเท่านั้น ถ้าลุงอยากจะดูฉันกลืนเหรียญสองสลึงให้ลุงดูเอาไหมล่ะ”
ชายชรากลืนน้ำลายเอื๊อก
“ลำบากนักก็อย่าเลยวะอ้ายหลานชายเดี๋ยวจะติดคอตายห่า”
“นั่นน่ะซี ฉันก็ว่าอย่างนั้น”
เสียงปืนพกดังขึ้นที่หน้าโรงเตี๊ยมหลายต่อหลายนัด เสี่ยหงวนกับนิกรรีบลุกขึ้นมองไปทางประตู เจ้าปลั่งรีบบอกอาเสี่ย
“ไม่มีอะไรหรอกครับเฮีย เขาฆ่ากันแก้กลุ้มน่ะครับ อยู่ที่นี่เฮียไม่ต้องตกใจครับ พวกเราฆ่ากันง่ายดายที่สุด พูดผิดหูนิดเดียวเป็นยิงทิ้ง มองหน้ากันก็ยิง ลงไม่กินเส้นกันแล้วเป็นต้องฆ่ากันตาย บางคนไม่รู้ว่าจะยิงใครยังยิงตัวเองนี่ครับ ที่นี่มันถิ่นคาวเลือด ตอนตื่นเช้าก็เหม็นคาวเลือดจนค่ำ บางวันฆ่ากันตายถึง ห้าสิบศพยังมี”
เสียงปืนยังคงดังสนั่นหวั่นไหวตลอดเวลา เจ้าหนุ่มคนหนึ่งวิ่งทะเลิ่กทะลั่กเข้ามาในโรงเตี๊ยม มือถือปืนพกสองกระบอก เจ้าเปล่งแลเห็นเข้าก็ตะโกนลั่น
“เฮ้ย ออกไปยิงกันข้างนอกโว้ย ประเดี๋ยวลูกหลงจะมาโดนพวกกูเข้า”
เจ้าหมอนั่นยิ้มแห้ง ๆ วิ่งออกไปจากโรงเตี๊ยมทันที การยิงหมู่ระหว่างพวกหนึ่งกับพวกหนึ่งเป็นไปอย่างไม่ลดละ สักครู่หนึ่งเสียงปืนก็สิ้นสุดลง เสี่ยหงวนพยักหน้ากับนิกรแล้วพาเพื่อนเกลอของเขาออกไปดูเหตุการณ์หน้าโรง เตี๊ยม
สองสหายต่างแลเห็นศพชายฉกรรจ์ไม่ต่ำกว่าสิบศพ นอนตายอยู่เกลื่อนกลาด คนเหล่านี้ล้วนแต่ดาวร้ายขนาดหนักหรืออาชญากรคนสำคัญ นิกรทำตาปริบ ๆ
“แย่โว้ย ชีวิตคนที่นี่ไม่ผิดอะไรกับผักปลา ฆ่ากันง่ายเหลือเกิน”
กิมหงวนยิ้มเล็กน้อย
“ถ้าเราจะอยู่ที่นี่ได้ เราก็ต้องอยู่อย่างเสือร้ายสนุกดีเหมือนกัน กันชอบชีวิตที่มีการเสี่ยงภัยเช่นนี้”
ทันใดนั้นเอง นิกรก็มองแลเห็นม้าสี่ตัวควบขับตรงเข้ามายังหมู่บ้านนี้โดยไม่เร่งร้อนอะไร นัก ร่างของชายชราคนหนึ่ง รูปร่างอ้วนเตี้ยและหัวล้านเลี่ยนเป็นมันแผล็บ ซึ่งขี่ม้านำหน้าเพื่อนนั้น บอกให้นิกรรู้ดีว่าท่าน คือเจ้าคุณปัจจนึกฯ พ่อตาของเขา นายจอมทะเล้นดีใจเหลือที่จะกล่า เขาร้องตะโกนขึ้นดัง ๆ
“อ้ายหงวน พวกเรามาโน่นโว้ย เห็นไหม”
อาเสี่ยมองตามสายตานายจอมทะเล้นทันที
“โอ๊ย” อาเสี่ยร้องลั่นแล้วกระโดดโลดเต้น เมื่อแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯกับพล และ ดร.ดิเรก กับเจ้าแห้วควบขับม้าตามกันมาอย่างสง่าผ่าเผย ทุกคนแต่งกายแบบเคาบอยมีข้าวของรุงรังบรรทุกอยู่บนหลังม้า
เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือให้สองเสือแต่ไกล พอเข้ามาใกล้นิกรกับอาเสี่ย ก็ดึงปืนพกออกมายิงทิ้งขึ้นไปบนอากาศเสียงกึกก้อง
“ปัง ปัง ๆ ปัง ปังๆ”
ม้าของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตกใจยกขาหน้าขึ้น ทำให้ท่านเจ้าคุณเสียหลักผงะหงาย พลัดตกจากหลังม้าเสียงดังพลั่ก พลกับ ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วบังคับม้าให้หยุดแล้วเผ่นแผล็วลงมาจากหลังม้า เจ้าแห้ววิ่งเข้ามาประคองท่านเจ้าคุณให้ลุกขึ้น ด้วยความลำบากยากเย็น
“รับประทานใต้เท้าเป็นยังไงบ้างครับ”
เจ้าคุณสูดปากลั่น
“ใต้เท้าน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่ก้นกบของกูแทบหัก อูย-อ้ายเปรตสองคนนั่นเสือกยิงปืนทำไมก็ไม่รู้”
สองเสือหัวเราะงอหาย อาเสี่ยพูดพลางหัวเราะพลาง
“ที่นี่ไม่เหมือนกรุงเทพฯครับ จะดีใจหรือเสียใจเขาต้องใช้ปืนยิงทั้งนั้น ไปยังไงมายังไงกันครับ ผมเพิ่งมาถึงถิ่นดาวร้าย ก่อนหน้าคุณอาเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น”

- ๓ -
เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าตื่น ๆ
“ยังงั้นหรือ อานึกว่าแกกับอ้ายกรมาถึงหลายวันแล้ว”
“เปล่าครับ ผมพักอยู่ที่เมืองกาญจน์ก่อนจะมานี่ และเมื่อเดินทางมาก็บุกป่าฝ่าดงมาอย่างส่งเดช ได้มาพบแดนดาวร้ายด้วยบังเอิญจริง ๆ”
นิกรยิ้มให้พลกับนายแพทย์หนุ่ม
“แกมาตามกันทำไมวะ”
พลหัวเราะอย่างขบขัน เมื่อแลเห็นที่หน้าอกเสื้อของนิกรปักตัวอักษร “เชน”
“คุณอาท่านคิดเป็นถึงและห่วงแกทั้งสองคน ท่านก็ชวนกันกับดิเรกและอ้ายแห้วติดตามแกมาในวันรุ่งขึ้น”
นิกรยิ้มแป้น
“นี่แหละ เขาว่าพ่อตาดีเป็นศรีแก่ตัว พ่อตาชั่วก็ต้องกินลูกมะอึก”
เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาทันที แต่นิกรไวกว่า เขากระชากออกมาและยิงก่อน
“ปุ๋ง” ปืนพกในมือท่านเจ้าคุณหลุดกระเด็น คณะพรรคสี่สหายหัวเราะครืน เชนยกปากกระบอกปืนเป่าควันแล้วเก็บปืนพกสอดใส่ไว้ในซองปืนตามเดิม ยกมือทั้งสองถูกันไปมาแล้วยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ
“คุณพ่อชักปืนช้าไปหน่อย อยู่ที่นี่ใครชักปืนช้าเป็นเสร็จรับ ผมกับอ้ายหงวนมาถึงที่นี่ฆ่าคนตายไป ๔๖ ศพแล้ว นี่ดีว่าเป็นคุณพ่อนะ ถ้าเป็นคนอื่นผมยิงสะดือทะลุแล้ว”
เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบ ๆ ก้มลงหยิบปืนพกของท่านขึ้นมา พอเงยหน้าขึ้นเชนก็จ้องปืนพกสองกระบอกมาทางท่าน
“เก็บเสียคุณพ่อ น่าน-ยังงั้น โตเป็นควายแล้วพูดกันให้รู้เรื่องอย่างนี้” แล้วนิกรก็หันมายิ้มให้พลกับ ดร.ดิเรก “เมื่อวันที่เราสองคนหนีมาจากบ้านตำรวจเขาไปล้อมจับกันหรือเปล่า”
พลพยักหน้า “แห่กันไปตั้งสองคันรถ แกออกกจากบ้านก่อนตำรวจครู่เดียวเท่านั้น อือ-รู้สึกว่าแกกับอ้ายเสี่ยมีท่าทางกลายเป็นเสือไปแล้วโว้ย นัยน์ตาขวางยังไงชอบกล”
นายแพทย์หนุ่มพูดเสริมขึ้น
“เหมือนนัยน์ตาหมาบ้า”
“อ้าว” นิกรอุทาน “ไง๋ยังงั้นล่ะ แกไม่ควรจะติดตามกันมาเลย ลำบากลำบนเปล่า ๆ กันกับอ้ายหงวนตั้งใจจะพักอยู่ที่นี่ และกำลังสร้างอิทธิพลของเรา อ้ายหงวนปราบเสือร้ายเสร็จไปหนึ่งคนแล้ว แต่เรายังจะต้องปราบอีกหลายคน”
ดร.ดิเรก กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ
“เมียแกรู้เรื่องเข้า ร้องไห้ร้องห่มเป็นวรรคเป็นเวร”
กิมหงวนขมวดคิ้วย่น
“โถ-น่าสงสารเหลือเกินนวลของพี่ ร้องไห้เพราะเป็นห่วงกันใช่ไหม”
ดร.ดิเรกอมยิ้ม
“โน หล่อนร้องไห้เพราะกลัวว่าแกจะกลับไปกรุงเทพฯ”
อาเสี่ยขบกรามกรอด
“เมียทรยศ อย่างนี้ต้องเชือดด้วยมีดโกน ฝากอะไรมาให้กันหรือเปล่า”
เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น
“รับประทานฝากเงินให้ห้าหมื่นครับ รับประทานเงินอยู่ที่ผมครับ”
เสี่ยหงวนพยักหน้า กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา
“เข้าไปคุยกันในโรงเตี๊ยมเถอะเว้ยพวกเรา พวกดาวร้ายที่นี่เริ่มนิยมนับถือกันแล้ว ในไม่ช้ากันจะเป็นเจ้าพ่อแห่งแดนดาวร้ายนี้ ไปโว้ยเหล้ายาปลาปิ้งมีพร้อม”
ครั้นแล้วกิมหงวนก็เดินนำหน้าพาคณะพรรคของเขาเข้าไปในโรงเตี๊ยม”อีกาเขียว”

ในที่สุด คณะพรรคสี่สหายของเราก็พักอยู่ที่แดนดาวร้ายนั่นเอง เสี่ยหงวนตกลงขอเช่ากระท่อมหลังใหญ่แห่งหนึ่งของลุงหร่ำเจ้าของโรงเตี๊ยม ‘อีกาเขียว’ เป็นที่พักอาศัย ซึ่งชายชราเสือเฒ่าก็ได้ให้การรับรองคณะพรรคสี่สหายของเราเป็นอย่างดี จัดหาเครื่องใช้ไม้สอยให้ครบครัน และทำอาหารส่งวันละสามเวลา เสี่ยหงวนได้คิดค่าป่วยการให้วันละห้าร้อยบาท เงินจำนวนนี้ทำให้ลุงหร่ำพินอบพิเทาสี่สหายของเราเป็นที่สุด
ชีวิตที่ตกอยู่ในหมู่พวกของมหาโจร ย่อมนับว่าเสี่ยงภัยมาก แต่คณะพรรคสี่สหายของเราต่างพอใจไม่น้อย ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองสนุกสนานร่าเริงกันเต็มที่ เมืองคนดุหรือถิ่นคาวเลือดนี้มีการฆ่ากันตายวันละหลายครั้ง เสียงปืนดังกึกก้องตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืน การแจกหมายแจกแว่นวันหนึ่งมีปรากฏหลายร้อยราย พวกอาชญากรเหล่านี้ล้วนแต่มีจิตใจป่าเถื่อนหยาบคายโหดเหี้ยมทารุณ
สามวันในแดนคนเดนผ่านพ้นไปแล้ว
เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตั้งใจว่าจะพักอยู่ที่นี่ให้ครบห้าวัน แล้วท่านก็จะพาพล พัชราภรณ์ กับ ดร.ดิเรก และเจ้าแห้วเดินทางกลับ ต่อไปสองเดือนท่านจะมาเยี่ยมเสือหงวนกับเสือกรอีกครั้ง
“อย่ากลับเลยครับคุณพ่อ” นิกรพูดกับท่านเจ้าคุณในตอนเย็นวันหนึ่ง ซึ่งคณะพรรคสี่สหายของเราได้เข้าไปนั่งดื่มสุรากันภายในโรงเตี๊ยม ‘อีกาเขียว’ ท่ามกลางพวกนักเลงการพนันและอาชญากรทั้งหลาย “ผมอยากให้คุณพ่ออยู่กับผมตลอดไป”
เจ้าคุณปัจจนึกฯอมยิ้ม
“อยู่ที่นี่พ่อจะทำอะไรกิน”
“ก็ปล้นเขาซีครับ ผมจะพาคุณพ่อไปปล้นเหมืองทองในเร็ว ๆ นี้ ลุงหร่ำแกเล่าให้ฟังว่า ไกลออกไปจากนี่ราว ๒๐ กิโลเมตร มีเหมืองทองอยู่เหมืองหนึ่ง”
ท่านเจ้าคุณลืมตาโพลง
“ทองคำน่ะหรือ”
“ทองเหลืองครับไม่ใช่ทองคำ” นายจอมทะเล้นพูดหน้าตาเฉย
เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว
“ปล้นเอามาทำตะหวักตะบวยอะไรวะ ทองเหลืองมันถูกจะตายไป บาทละห้าสิบสตางค์เท่านั้น”
ก่อนที่ใครจะพูดว่ากระไร เจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในโรงเตี๊ยม เจ้าปลั่งสมุนของเสือก้านนั่นเอง แต่บัดนี้เจ้าปลั่งได้แปรพักตร์ยอมมอบตัวเป็นพรรคพวกของสี่สหาย ทั้งนี้ก็เพราะว่าคณะพรรคสี่สหายของเราเงินหนากว่าเสือก้าน
“พี่พล พี่พลครับ” เจ้าปลั่งน้องชายวัดแจ้งพูดระล่ำระลัก “ช่วยผมด้วยครับ ชีวิตของผมกำลังอยู่ในระหว่างอันตราย” พูดจบปลั่งก็เอื้อมมือคว้าแก้วเหล้าของเจ้าแห้วยกขึ้นดื่ม
เจ้าแห้วเอ็ดตะโรลั่น
“เฮ้ย ของข้า”
เจ้าปลั่งยิ้มแค่น ๆ วางแก้วเหล้าแล้วกล่าวกับนายพัชราภรณ์ต่อไป
“เสือก้านจะยิงผมครับ ผมได้ข่าวว่าเขาจะฆ่าผมให้ได้ก่อนค่ำวันนี้ และขณะนี้เสือก้านได้มาป้วนเปี้ยนอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยมนี้”
นิกรเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนในท่าขึงขัง เจ้าคุณปัจจนึกฯยิ้มแป้น
“เก่งมาก เจ้ากร อย่างนี้ซีวะถึงจะเรียกว่าชายชาติเสือ”
นิกรยิ้มแห้ง ๆ
“เปล่าครับ ผมจะสั่งกับแกล้มน่ะ” แล้วนิกรก็ร้องลั่น “บ๋อย บ๋อยโว้ย เอาพล่าเนื้อมาให้อีกจานโว้ย”
นายจอมทะเล้นทรุดตัวลงนั่งตามเดิม เสี่ยหงวนมองดูเพื่อนเกลอของเขาด้วยความหมั่นไส้ นายพัชราภรณ์ชี้มือไปที่เก้าอี้ว่างให้เจ้าปลั่งนั่งลง เขารินเหล้าส่งให้เจ้าปลั่งแก้วหนึ่ง
“เขาจะยิงแกเรื่องอะไร อ้ายน้องชาย” พลถามอย่างเป็นงานเป็นการ
“เขาโกรธผม ที่มาเป็นพรรคพวกของพี่พลครับ แต่ว่า...คนอย่างผมก็เป็นที่รู้กันทั่วไปแล้ว ชนะไหนเล่นด้วยช่วยกระพือ เหมือนกระสือตอมอหิวาต์เพราะหน้าทน...นี่แหละครับ พี่ก้านถึงบอกกับใครๆ ว่าจะยิงผมทิ้งเสีย”
ดร.ดิเรกถอนหายใจเบา ๆ
“เพื่อความปลอดภัยของยู รีบไปแจ้งความเดี๋ยวนี้”
เจ้าปลั่งทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้
“โธ่- โปลิศแถวนี้มีเมื่อไหร่ล่ะครับ”
พลหัวเราะหึๆ
“อย่าวิตกเป็นทุกข์ให้มากเลยปลั่ง กันถือว่าแกเป็นคนของกันแล้ว ความจริงรูปร่างของแกก็เปรียบเหมือนกับยักษ์มาร ไม่น่าจะเกรงกลัวเสือก้านเลย”
เจ้าปลั่งพยักหน้ารับทราบ พูดเสียงอ่อยน่าสงสาร
“นั่นน่ะซีครับ ตัวผมน่ะใหญ่จริง แต่ใจเล็กนิดเดียวเท่านั้น”
ทันใดนั้นเอง ร่างของเสือก้านอ้ายเคราดกก็ปรากฏตัวขึ้น พี่ชายของพระกาฬเดินรี่ตรงเข้ามายังโต๊ะสี่สหาย หยุดยืนข้างโต๊ะยกเท้าขวาขึ้นวางบนขาของเจ้าแห้ว ลักษณะท่าทางของเสือก้านบอกความเป็นอาชญากรทุกกระเบียดนิ้ว เขาจ้องตาเขม็งมองดุลูกน้องทรยศของเขา แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไรเจ้าแห้วก็พูดขึ้น
“พี่ก้าน แฮ่ะ แฮ่ะ เห็นขาฉันเป็นที่วางตีนไปแล้วไหมล่ะ”
เจ้าก้านก้มลงมองดูเจ้าแห้ว
“ก็ขาของมึงกอยากไม่หลีกตีนกูทำไมล่ะ มึงอย่าลืมว่าเมื่อปีกลายนี้มึงด่าแม่ข้า ข้าไม่เอาเรื่องกับมึงก็ดีถมไปแล้ว” พูดจบเขาก็กล่าวกับเจ้าปลั่งด้วยเสียงหนักแน่น “อ้ายปลั่ง กูมีธุระจะพูดกับมึง ออกไปข้างนอกเดี๋ยว”
ปลั่งตัวสั่นงันงก หน้าซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม ยกมือขวาจับแขนพลเขย่าเบา ๆ
“ช่วยผมด้วยครับพี่พล”
นายพัชราภรณ์ยิ้มให้เสือก้านแล้วกล่าวว่า
“อ้ายน้องชาย”
“ใครเป็นน้องมึง” เสือก้านพูดขึ้นทันที “กูเป็นพ่อมึงไม่ใช่น้อง คนอย่างกูไม่เคยเป็นน้องใคร”
พลผลุดลุกขึ้นยืนทันที ท่าทางของอ้ายเสือรูปหล่อสง่าผ่าเผย เขายกเท้าเตะเก้าอี้กระเด็นไปทางขวา แล้วกล่าวกับเสือก้านอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เสือก้าน วานนี้ครั้งหนึ่งแล้วที่เราเกือบจะปะทะกัน ถ้าแกคิดว่าแกก็หนึ่งไม่มีสองกันก็อยากจะลองขี่หลังเสือตัวนี้ดูบ้าง ชกกันตัวต่อตัวเป็นยังไง”
เสือก้านลืมตาโพลง
“ได้ซิอ้ายเพื่อนเกลอ” แล้วหมัดตรงขวาของเสือก้านก็ลั่นปังออกจากช่วงแขนอันล่ำสัน ถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของพลอย่างถนัดใจ พลเซถลาไปชนขอบบาร์ดังโครม พวกนักเลงและดาวร้ายทั้งหลายต่างเงียบกริบ พากันมองดูมวยนอกเวที ระหว่างเสือก้านกับอ้ายหนุ่มรูปหล่อผู้มาจากกรุงเทพฯ
พลยิ้มเล็กน้อย เขาพยักหน้ากับเสือก้านแล้วพูดเสียงหัวเราะ
“ไม่เป็นไรเพื่อน ขอกันกินยิ่งกว่านี้”
เสือก้านกระโจนเข้าใส่นายพัชราภรณ์ ราวกับพยัคฆ์ร้าย มุ่งหวังที่จะเผด็จศึกโดยเข้าใจผิดคิดว่าพลเป็นหมูที่จะให้เขาต้อน คราวนี้ เสือก้านก็ถูกหมัดฮุคซ้ายของพลอย่างจัง เสือร้ายล้มลงบนพื้นห้อง งงเหมือนไก่ตาแตก ความเป็นลูกผู้ชายของเสือก้านสิ้นสุดลงทันที
ก้านกระชากปืนพกออกเพื่อจะสังหารพล แต่ช้าเกินมือของนายพัชราภรณ์รวดเร็วกว่า ปืนพกในซองปืนข้างขวาถูกชักออกและเหนี่ยวไกยิงทันที
“ปัง” เสือก้านสะดุ้งเฮือกสุดตัว หน้านิ่วคิ้วขมวดปล่อยปืนพกล่วงหลุดจากมือ ท่ามกลางความตื่นตะลึงของบรรดาดาวร้ายทั้งหลาย อ้ายเคราดกล้มฮวบลงนอนคว่ำหน้าสิ้นใจตาย ชีวะประวัติอันแสนชั่วของเสือก้านสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
พลควงปืนพกอย่างแคล่วคล่อง แล้วเก็บใส่กระเป๋า เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแล้วกล่าวขึ้นว่า
“กันไม่ได้เป็นศัตรูของใคร แต่ถ้าใครเป็นศัตรูของกันแล้ว กันก็พร้อมที่จะต่อสู้ด้วยทุกวิถีทาง”
เจ้าปลั่งลุกขึ้นวิ่งเข้ามาสวมกอดพลด้วยความดีใจ
“แน่เหลือเกินครับพี่พล พี่ฆ่าอ้ายก้านได้อย่างง่ายดายที่สุด ต่อนี้ไปพี่จะเป็นเสือร้ายในถิ่นนี้แล้ว แต่ว่า...ระวังนะครับ ในวันสองวันนี้เสือแก้วน้องชายของเสือก้านจะกลับมานี่ ฝีมือของเสือก้านน่ะไม่ได้หนึ่งในร้อยของเสือแก้วหรอกครับ อย่างไรเสียเสือแก้วจะต้องแก้แค้นแทนพี่ชายของมันแน่นอน”
พลยิ้มเล็กน้อย
“กันไม่แคร์ กันรู้ดีว่า ถ้ากันอยู่ที่นี่กันจะต้องอยู่อย่างเสือ ไม่ใช่อยู่อย่างหมา ความจำเป็นและสิ่งแวดล้อมทำให้กันต้องเป็นเสือ เอาละ จะเป็นอ้ายเสือแก้วหรือเสือกระบากอะไรที่ไหน ถ้าจะต้องการลบเหลี่ยมลูบคมกันละก้อเชิญเรียงหน้าเข้ามาเถอะ อย่าใช้วิธีหมาหมู่หรือลอบกัดก็แล้วกัน”
พลพาเจ้าปลั่งกลับมานั่งที่โต๊ะตามเดิม คณะพรรคของเขา ต่างชมเชยฝีมือแม่นปืนของนายพัชราภรณ์โดยทั่วหน้า
ชายชราร่างผอมสูงคนหนึ่ง เมาสะเงาะสะแงะเดินตุปัดตุเป๋เข้ามาในโรงเตี๊ยม ชายผู้นี้แหละคือนักต่อหีบศพฝีมือดีและเป็นสัปปะเหร่อด้วย ซึ่งพวกด้าวร้ายในถิ่นนี้รู้จักดี
ลุงเหน่งเดินเข้ามาหยุดยืนข้างโต๊ะสี่สหาย ยกมือขวาป้องหน้าผาก มองลอดแว่นตาเก่า ๆ ของแกกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง แล้วหันมากล่าวถามนิกรเบา ๆ
“อ้ายหลานชาย ข้าได้ยินเสียงปืนหนึ่งนัด มีใครตายหรือเปล่าช่วยบอกลุงหน่อยเถอะ”
นิกรหัวเราะ ชี้มือไปที่ศพของเสือก้านซึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่ห่างจากโต๊ะเพียงวาเศษเท่านั้น
“โน่น ตัวออกเบ้อเริ่มมองไม่เห็นหรือลุง”
ลุงเหน่งมองตามสายตานิกร แล้วแกก็หัวเราะ
“อ้อ อ้ายก้านตายเสียแล้ว ปิดฉากความระยำของมึงเสียทีก็ดีแล้ว มึงปล้นกระทั่งพระสงฆ์องค์เจ้าพระธุดงค์ ผ่านมาทางนี้กี่องค์ๆ อ้ายก้านปล้นหมด เมื่อวานซืนก็ผ่าหัวใจเด็กลูกชาวบ้านป่าถึงห้าคน” ชายชราเปลี่ยนสายตามาที่คณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวถาม “ใครเป็นคนยิงอ้ายก้านวะ”
พลยิ้มเล็กน้อย
“ฉันเองลุง”
“โอ-เก่งมากอ้ายหลานชาย แต่ข้าขอเตือนเจ้าด้วยความหวังดี ถ้าอ้ายแก้วมันกลับมาจากพม่าเมื่อไร เจ้าต้องบรรลัยเมื่อนั้น อ้า-เจ้ารู้ทำเนียมที่นี่ดีแล้วไม่ใช่หรือ อ้ายหนุ่ม”
“ทำเนียมอะไรกันลุง”
ชายชรายิ้มเล็กน้อย
“ใครฆ่าใครตาย ผู้ฆ่าต้องเสียเงินสองร้อยบาท ให้แก่สับปะเหร่อเพื่อเอาไปฝังหรือเผาเสีย”
พลพยักหน้ารับทราบ
“ลุงเป็นสัปปะเหร่อยังงั้นหรือ”
“ถูกแล้วหลานชาย ข้าชื่อเหน่ง อดีตของข้านั้นเคยเป็นโจรมาแล้ว เจ้าจ่ายเงินให้ข้าสองร้อยบาทก็แล้วกัน ข้าจะจัดการกับศพของอ้ายก้านให้เรียบร้อย บริการสัปปะเหร่อของข้าที่นี่ใคร ๆ ก็เชื่อ สะดวกรวดเร็วทันใจและซื่อตรง รับต่อหีบศพสำรองล่วงหน้าตอนนี้ปลายปีแล้ว ข้ายินดีลดราคาให้เป็นพิเศษ โลงผีซื้อสองโลงแถมหนึ่งโลง ถ้าซื้อถึงสี่โลงขึ้นไปลด ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เงินเชื่อไม่ขาย”
ดร.ดิเรกหัวเราะงอหาย
“ลุง ลุงชื่ออะไรนะ บอกฉันอีกครั้งซิ”
ชายชราหันมามองดูนายแพทย์หนุ่ม
“ข้าชื่อเหน่ง”
นิกรกับอาเสี่ยมองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วต่างก็ยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักไปตามกัน ท่านเจ้าคุณเดือดดาลอย่างยิ่ง รีบกล่าวห้ามพลเมื่อและเห็นนายพัชราภรณ์ล้วงกระเป๋า หยิบธนบัตรใบละร้อยออกมาปึกหนึ่ง
“เฮ้ย-ไม่เอาโว้ยพล อีตาลุงคนนี้ข้าไม่ใคร่ชอบหน้า ใช้ให้อ้ายปลั่งไปตามหาสับปะเหร่อที่อื่นมาดีกว่า ชื่อถมไปไม่ชื่อเสือกชื่อเหน่ง”
ลุงเหน่งหันมาดุเจ้าคุณปัจจนึกฯ
“พ่อแม่เขาตั้งให้ครับ ถ้าผมรู้ว่าท่านจะมาที่นี่ ผมก็คงจะวิ่งเต้นขอเปลี่ยนชื่อเสียก่อนที่ท่านจะมาถึง”
คณะพรรคสี่สหายฮาครืน พลส่งเงินให้ลุงเหน่งสองร้อยบาท ชายชรายกมือไหว้กล่าวคำขอบอกขอบใจและให้พรมากมาย หลังจากนั้นสับปะเหร่อชั้นครู ก็ฉุดกระชากลากศพเสือก้านออกไปจากโรงเตี๊ยมไม่มีใครสนใจกับศพเสือก้านเลย เพราะการฆ่ากันตายนั้นที่นี่ถือเสียว่าเป็นเรื่องธรรมดา
เสียงจ้อกแจกจอแจดังขึ้นในโรงเตี๊ยมเหมือนเช่นเดิม พวกอันธพาลและดาวร้ายทั้งหลายต่างนิยมนับถือในความเยือกเย็นและฝีมือของนาย พัชราภรณ์มาก ทุกคนเชื่อว่าพลจะได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในถิ่นดาวร้ายนี้หรือไม่ก็คงจะรู้กัน เมื่อเสือแก้วกลับมาจากพม่า
พลกล่าวถามเจ้าปลั่งอย่างเป็นงานเป็นการ
“อ้ายน้องชาย กันไม่อยากจะสนใจกับน้องชายของเสือก้านแต่ก็อดสนใจไม่ได้ เสือแก้วน่ะเก่งฉกาจนักเชียวหรือ”
เจ้าปลั่งยิ้มแห้ง ๆ
“แน่ที่สุดครับพี่พล ยิงปืนแม่นราวกับจับวางและชักปืนได้ไวมาก นอกจากนี้ยังมีจิตใจเข้มแข็งผิดมนุษย์ ไม่รู้จักกลัวและความตาย เสือแก้วมีฉายาว่าพระกาฬครับ ที่นี่ใคร ๆ ก็เกรงกลัวเสือแก้วทั้งนั้น เขาฆ่าคนอย่างง่ายดายที่สุด”
พลไม่ได้แสดงท่าทีวิตกเป็นทุกข์อะไรเลย
“กันอยากพบเขาเหมือนกัน ถ้าดีก็ดีตอบ ถ้าร้ายก็ร้ายตอบ ถ้ากันไม่แน่จริงกันก็คงไม่กล้าบุกบั่นมาจนถึงนี่”
“จริงครับ น้องเห็นด้วย ขอเหล้าสักขวดนะครับ เฮ้ย-บ๋อยโว้ย เอาเหล้ามาให้หนึ่งขวด ลูกพี่กูอนุญาตแล้ว”
นิกรมองดูหน้าเจ้าปลั่งอย่างขบขัน
“อย่างนี้เขาเรียกว่าตลกบริโภค”
ปลั่งหัวเราะชอบใจ
“จริงครับ ลงใครให้ผมกินละก้อผมซื่อสัตย์จนวันตาย ถ้าไม่ได้กินหรือกินไม่อิ่มผมก็ทรยศ ผมเป็นคนเปิดเผยครับ พูดอะไรตรงไปตรงมาเสมออย่างที่เรียกว่าเว้ากันซื่อๆ”
ก่อนที่ใครจะพูดอะไรทุกคนก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นสองสามนัด เจ้าหนุ่มคนหนึ่งเล่นโปได้พันบาทก็ดีอกดีใจ ชักปืนออกมายิงขึ้นไปบนหลังคาโรงเตี๊ยม และกระโดดโลดเต้นปากคาบซิการ์มวนใหญ่
อาเสี่ยหมั่นไส้ขึ้นมา ก็ดึงปืนพกออกมาจากซองปืนข้างขวาแล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา
“คอยดูนะ กันจะยิงซิการ์ในปากอ้ายหมอนั่นมันจะได้หยุดคึกเสียที”
“เฮ้” ดร.ดิเรกกล่าวห้าม “พลาดพลั้งจะไปถูกเขาเข้า”
เสี่ยหงวนลืมตาโพลง
“บิลลี่เดอะคิด ไม่เคยยิงปืนผิดในระยะแค่นี้คอยดู...โป้งเดียวซิการ์หลุดจากปากเลย”
แล้วกิมหงวนก็กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง
“ปัง”
เจ้าหนุ่มนักการพนันที่คาบซิการ์มวนใหญ่ สะดุ้งเฮือกสุดตัวแล้วร้องสุดเสียง ร่างของเขายืนโงนเงนเหมือนต้นไม้ต้องพายุแล้วล้มฮวบลงกลางห้อง
คณะพรรคสี่สหายตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯอุทานขึ้นด้วยเสียงอันดัง
“อ้ายหงวน แกฆ่าเจ้าหมอนั่นเสียแล้ว”
เสี่ยหงวนทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล เขาลุกขึ้นเดินเข้าไปยังร่างของชายผู้นั้น อาเสี่ยก้มลงพิจารณาดู พอและเห็นรอยกระสุนปืนเขาก็ทำคอย่นแล้วหมุนตัวกลับ เดินกลับมาหาคณะพรรคของเขา ใครต่อใครพากันมองดูกิมหงวนแล้ววิพากษ์วิจารณ์กันพึมพัม
พออาเสี่ยทรุดตัวลงนั่ง นิกรก็กล่าวถาม
“แกยิงถูกปากใช่ไหม”
กิมหงวนยิ้มแห้ง ๆ “ถูกสะดือพอดีโว้ย แปลกแท้ ๆ ปืนของกันกระบอกนี้กระบอกของมันคงคดแน่ไม่ได้ความเลยโว้ย ว้าเจ้าหมอนั่นใครก็ไม่รู้น่าสงสารเหลือเกิน”
ในเวลาเดียวกันนี้เอง ชายชราที่ขื่อเหน่งก็เดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม ‘อีกาเขียว’ ลุงเหน่งมองแลเห็นศพนักการพนันผู้นอนตายอยู่ข้างวงโป แกก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ร้องตะโกนขึ้นดัง ๆ
“ใครเป็นคนฆ่าอ้ายสนโว้ย”
เจ้าหนุ่มนักปล้นคนหนึ่ง ผายมือไปทางโต๊ะคณะพรรคสี่สหาย ลุงเหน่งเดินเข้ามาหาแล้วกล่าวถาม
“ใครเป็นคนยิงจ่ายเงินมาสองร้อยบาทเสียดี ๆ”
อาเสี่ยบ่นพึมพัม ล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมา แล้วนับธนบัตรใบละร้อยรวมสองฉบับส่งให้ลุงเหน่งโดยดี
“เอาไปลุง ฉันไม่ได้ตั้งใจฆ่าเขาหรอก ฉันตั้งใจจะยิงซิการ์ในปากเขาแต่กระบอกปืนมันคด เลยล่อเอาพุงกะทิหมอนั่นเข้าให้”
ลุงเหน่งหัวเราะเบา ๆ
“มือไม่แน่ก็อย่าแสดงลดลายเลยอ้ายหลานชายเอ๋ย บิลลี่เดอะคิด น่ะมันยิงปืนแม่นยาวกับจับวาง ลงยิงปากแล้วถูกท้องละก้อ ต่อไปเจ้าควรจะพกปืนลูกซองแบบคอลท์ตราควายดีกว่า” พูดจบชายชราก็เดินไปทางหน้าบาร์ก้มตัวลงลากศพเจ้าหนุ่มนักพนันออกไปจากโรง เตี๊ยม
อาเสี่ยกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา
“ไปบ้านพักเราเถอะวะ กันฆ่าคนตายกันไม่สบายใจเลย”
เจ้าปลั่งพูดเสริมขึ้น
“อย่าไปคิดอะไรเลยครับเฮียหงวน ที่นี่ชีวิตคนไม่มีความหมายอะไรหร็อกครับอยู่ไปอีกสักหน่อยเฮียก็เคย เฮียอยากจะยิงใครจะฆ่าใครก็ทำได้ตามใจชอบ”
อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น “แล้วคนอื่นล่ะ...”
“คนอื่นเขาอยากจะฆ่าเฮียเขาก็ทำได้ตามใจชอบเช่นเดียวกัน”
กิมหงวนสะดุ้งเล็กน้อย เขามองไปทางบาร์แล้วร้องตะโกนเรียกคนรับใช้ให้มาคิดเงินค่าเหล้า และกับแกล้ม อาเสี่ยจัดแจงชำระเงินเรียบร้อย นิกรร้องห้ามคนรับใช้ไม่ให้เก็บจานกับแกล้ม
“เฮ้ อย่าโว้ยไม่ต้องเก็บ กันยังกินไม่อิ่ม” พูดจบนายจอมทะเล้นก็กล่าวกับคณะพรรคของเขา “ใครจะกลับไปพักที่บ้านพักก็เชิญ กันสมัครใจจะอยู่ที่นี่แหละ กับแกล้มเหลืออีกหลายอย่างจะรีบร้อนไปไหนกัน”
กิมหงวนกับพล และ ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นพากันเดินออกไปจากโรงเตี๊ยม ‘อีกาเขียว’ ปล่อยให้นิกรกับเจ้าปลั่งถองสุรากินกับแกล้มกันต่อไป
ข่าวแพร่สะพัดไปถั่วถิ่นดาวร้าย เจ้าหนุ่มรูปหล่อจากกรุงเทพฯ ได้สังหารเสือก้านเสียแล้ว ข่าวนี้ทำให้พล พัชราภรณ์ กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาทันที พวกนักเลงอันธพาลและอาชญากรทั้งหลาย ต่างพากันเกรงกลัวพลไปตามกัน

ในแดนดาวโจร แห่งหุบเขานี้ มีสถานที่หย่อนใจเพียงแห่งเดียวคือโรงเตี๊ยม ‘อีกาเขียว’ของลุงหร่ำอดีตเสือเฒ่าเท่านั้น
คณะพรรคสี่สหายของเราได้มาปรากฏตัวขึ้นที่ ‘อีกาเขียว’ อีกครั้งหนึ่งในตอนเย็นวันรุ่งขึ้น อีกครั้งหนึ่งที่อาเสี่ยกิมหงวนของเราใจป้ำเปิดฟรีบาร์ เขาอนุญาตให้พวกดาวร้ายทั้งหลาย สั่งเหล้าและอาหารมากินกันโดยไม่ต้องอั้น พวกเคาบอยต่างเคารพยกย่องเสียหงวนโดยทั่วหน้า เว้นแต่สมุนของเสือแก้วซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ยอมกิน แสดงให้เห็นว่าเจ้าหนุ่มฉกรรจ์เหล่านี้ ยังจงรักภักดีกับเสือแก้วยอดขุนโจรผู้มีสมญาว่าพระกาฬ
มันเป็นเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น.เศษ
ขณะที่สี่สหายกำลังดื่มเหล้าสนทนากันอย่างครื้นเครง ใครคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาใน ‘อีกาเขียว’ แล้วร้องตะโกนขึ้นดัง ๆ
“เฮ้ย พวกเราโว้ย พี่แก้วกลับมาแล้ว”
ทุกคนนั่งตะลึงไปตามกัน แล้วหลายต่อหลายคนได้ลุกขึ้นวิ่งไปที่หน้าต่างยืนจับกลุ่มมองดูหมู่ม้า ประมาณสิบตัว ซึ่งกำลังควบขับลงมาจากภูเขาใหญ่เบื้องหน้าโน้น เจ้าหนุ่มฉกรรจ์แต่งกายชุดสีดำ สวมหมวกสักหลาดสีดำและขี่ม้าสีดำนำหน้านั้น คือ เสือแก้วนั่นเอง
จอมโจรเพิ่งกลับมรจากพม่า การปล้นครั้งนี้ผดพลาดหวัง เสือแก้วได้ปะทะกับตำรวจพม่าอย่างดุเดือด ลูกน้องของเขาถูกยิงตายไปสี่คน ขณะนี้เสือแก้วกำลังพาพรรคพวกของเขาเข้ามายังหมู่บ้านนี้
บรรดาอาชากรทั้งหลายต่างประหวั่นพรั่นใจไปตามกัน ทุกคนรู้ดีว่าเสือแก้วจะต้องปะทะกับพลแน่นอน ดังนั้นจึงรีบหลีกหลบออกไปทางหน้าโรงเตี๊ยม ‘อีกาเขียว’
- ๔ -
เสือแก้วเป็นชายหนุ่มอายุไม่เกินสามสิบปี รูปร่างสูงใหญ่หน้าเสี้ยมแก้มตอบ แต่งกายสม๊าท เสื้อกางเกงเคาบอยชุดสีดำของเขาสวยมาก แบบแปลกที่สุดซองปืนพกมีลวดลายต่าง ๆ ขุนโจรพาสมุนของเขาขับม้าตรงเข้ามาหยุดที่หน้าโรงเตี๊ยม ‘อีกาเขียว’ แล้วทุกคนก็พากันลงจากหลังม้า จัดแจงผูกม้าไว้ที่เสาหลักสำหรับผูกม้า
จอมโจรชูมือขวาขึ้น ทักทายกับพวกอาชญากรทั้งหลายซึ่งล้วนแต่เกรงกลัวเขา
“เฮ้ย ยังไงโว้ยพรรคพวก จากไปห้าหกวันคิดถึงพวกเราทุกๆ คน พี่ก้านไม่อยู่หรือนี่”
เงียบกริบ ทุกคนหน้าซีดเผือดไปตามกัน ไม่มีใครกล้าตอบคำถามของเสือแก้ว ขุนโจรแสดงสีหน้าแปลกใจ เขาตรงเข้ามาหาชายกลางคนคนหนึ่ง เอื้อมมือซ้ายรวบหน้าอกเสื้อเขย่าแล้วกล่าวถาม
“มีอะไรเกิดขึ้นกระมัง ทำไมพวกมึงสงบเงียบอย่างนี้ พี่ของข้าอยู่ไหน อ้ายเอี่ยม”
เอี่ยมงันงกตกประหม่า เขาพูดตะกุกตะกัก
“อ้า-พี่ก้าน-พี่ก้านถูกยิงตายเสียแล้วครับ”
จอมโจรใจหายวาบ
“พี่ก้านถูกยิงตาย ใครฆ่าพี่กู” เสือแก้วตวาดลั่น
ความตกใจทำให้อาชญากรหนุ่มคนหนึ่ง เป็นลมล้มลงสิ้นสติ เจ้าเอี่ยมอกสั่นขวัญแขวน
“คนที่ฆ่าพี่ก้านชื่อเจ้าพลครับพี่แก้ว เขาเป็นเสือร้ายหนีตำรวจมาจากกรุงเทพฯ”
“อ้ายพล อ้ายพลฆ่าพี่กู” เสือแก้วขบกรามพูด “อ้ายสัตว์นรกนั่นหน้าตามันเป็นยังไงและอยู่ไหน”
เจ้าเอี่ยมผายมือเข้าไปในโรงเตี๊ยม
“อยู่ในโรงเตี๊ยมครับ หน้าตาหล่อเหมือนผู้หญิงพวกผมมีฝีมือสู้เขาไม่ได้หร็อกครับ เขาปะทะกับพี่ก้านเมื่อเย็นวานนี้เอง ในโรงเตี๊ยมนี่แหละครับ พี่ก้านสู้เขาไม่ได้ก็ถูกเขายิงตาย”
ไม่ต้องสงสัยว่า เสือแก้วจะเดือดดาลสักเพียงใดเขาขบกรามกรอดแล้วพูดเสียงกร้าว “ดีแล้ว อ้ายพลกับกูต้องอยู่กันคนละโลก”
เสือแก้วเดินขึ้นบันไดตรงไปในโรงเตี๊ยม พอเข้ามาในห้องเสือร้ายก็แลเห็นคณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกำลังนั่งรวมกลุ่มดื่มเหล้ากันและสนทนากันอย่างครื้นเครง สมุนของเสือแก้วตามเข้ามาด้วย
เสือแก้วหยุดยืนเด่นกลางห้อง จ้องตาเขม็งมองดูคณะพรรคสี่สหายแล้วเขาก็ทราบดีว่าเจ้าหนุ่มรูปหล่อที่นั่ง ไขว่ห้างกระดิกเท้านั้นคือ พล พัชราภรณ์
กิมหงวนหันมาเห็นเข้าก็สะดุ้งเล็กน้อย เขาหันมายิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา
“เฮ้ย แจ็ค พาแลนส์ มาโว้ย เอาเลยเชน”
เชนอ้าปากหวอ มองดูเสือแก้วซึ่งมีลักษณะท่าทางคล้ายกับแจ็ค พาแลนส์มาก ทันใดนั้นเองจอมโจรได้กระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาจ้องนายพัชราภรณ์
“มึงใช่ไหมที่ชื่อพล”
พลยิ้มอย่างใจเย็น
“เออ กูเอง”
เสือแก้วขบกรามกรอด
“มึงฆ่าพี่กู”
“ถูกแล้ว เพราะพี่มึงขาดความเป็นลูกผู้ชายจะยิงกูก่อน กูก็ต้องยิงเพื่อป้องกันตัว”
เสือแก้วเค้นหัวเราะ
“ถ้ายังงั้น กูจะยิงมึงให้เหมือนกับยิงหมากลางถนน กูคือเสือแก้วน้องชายร่วมสายโลหิตกับพี่ก้าน”
พลว่า “อ้ายแก้ว มึงจะฆ่าคนที่ไม่มีอาวุธก็เอาซี พวกกูจะได้รู้ว่าเสือร้ายอย่างมึงขี้ขลาดตาขาว ถ้ามึงแน่ละก้อให้โอกาสกูบ้าง ชกกับกูตัวต่อตัวดีไหมอ้ายแก้ว”
เสือแก้วยืนนิ่งอึ้งอยู่สักครู่แล้วเก็บปืนพกใส่ซองปืน เขาแก้เข็มขัดกระสุนปืนพกออก โยนไปให้สมุนของเขาคนหนึ่งถือไว้ แล้วเสือแก้วก็หัวเราะเสียงกังวาน
“อ้ายพล ลุกขึ้นชกกับกูเดี๋ยวนี้ คนอย่างกูไม่เคยปฏิเสธคำท้าของใคร มา-สู้กันอย่างลูกผู้ชาย”
พลยิ้มสดชื่น เขาผลุดลุกขึ้นยืนแก้เข็มขัดปืนพกโยนไปให้เจ้าแห้วเก็บไว้ แล้วม้วนแขนเสื้อเชิ๊ตขึ้น เดินออกไปยืนเด่นกลางห้องพยักหน้ากับเสือแก้ว
“กันพร้อมแล้วแก้ว กันขอบใจแกมากที่แกให้โอกาสกัน อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าน้ำใจเสือ”
เสือแก้วยิ้มแค่น ๆ
“อ้ายเพื่อนเกลอ ถ้ำๆ หนึ่งจะมีเสืออยู่อาศัยได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น”
เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น
“พูดยังงั้นมันก็ไม่ถูกพี่แก้ว ถ้าตัวหนึ่งเป็นตัวเมียและอีกตัวหนึ่งเป็นตัวผู้มันก็อยู่กันได้”
ขุนโจรผู้มีสมญาว่าพระกาฬ หันควับมาทางเสี่ยหงวน
“ทะลึ่ง กูไม่ได้พูดกับมึง” แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่นายพัชราภรณ์ “เข้ามา พล กันชอบใจน้ำใจอันเด็ดเดี่ยวของแกมาก ถ้ากันแพ้แก กันก็อยู่ไม่ได้ ฉะนั้น การต่อสู้ของเราในครั้งนี้ย่อมหมายถึงโชคชะตาของเราด้วย หากแกเอาชนะกันได้ แกก็จะได้เป็นเจ้าพ่อที่นี่ มีเงินใช้อย่างสุขสบายไปตลอดชีวิต โดยไม่ต้องทำอะไรให้มากนัก”
พล พัชราภรณ์ ถอนหายใจหนัก ๆ เขาบอกตัวเองว่า เสือแก้วมีรูปร่างสูงใหญ่ได้เปรียบเขา การเอาชนะขุนโจรผู้นี้ยากที่สุด แต่อย่างไรก็ตามอ้ายเสือรูปหล่อของเราก็เป็นชายชาติเสือคนหนึ่ง ซึ่งพลจะต้องพยายามขี่หลังเสือตัวนี้ให้จงได้
พลปราดเข้าปะทะขุนโจรมฤตยูทันที เปิดฉากการต่อสู้ด้วยการเตะขวาเต็มเหนี่ยว แต่แล้วพลก็ถูกเสือแก้วชกสวนด้วยหมัดตรงซ้าย ถูกปากครึ่งจมูกครึ่งอย่างถนัด
นายพัชราภรณ์เซถลาไปหลายก้าว ความแรงของน้ำหนักหมัดทำให้พลล้มลงก้นกระแทกพื้น คณะพรรคสี่สหายเงียบกริบ เสือแก้วหัวเราะก้าก
“อ้ายเพื่อนเกลอ ชั้นเชิงของแกอ่อนเหลือเกิน”
นิกรมองหน้าพลแล้วเอ็ดตะโรลั่น
“ลุกขึ้นพล สู้ตายโว้ย”
พลนึกแปลกใจอย่างยิ่ง ที่เสือแก้วมีลวดลายในการชกมวยอย่างดีเลิศเช่นนี้ เขาผลุดลุกขึ้นทั้ง ๆ ที่ยังมึนงงอยู่ แล้วพลก็ปราดเข้าปะทะคู่ต่อสู้ของเขาอีก ลั่นหมัดซ้ายขวาชกใบหน้าและลำตัวของเสือแก้ว แต่ขุนโจรป้องปิดอย่างคล่องแคล่ว มิหนำซ้ำยังสะวิงขวาถูกกกหูซ้ายของพลอย่างจัง ทำให้พลเซออกไปปะทะกับโต๊ะตัวหนึ่ง
ยังไม่ทันที่พลจะตั้งตัวติด เสือแก้วก็ปราดเข้าตะลุมบอน ปล่อยหมัดซ้ายขวาราวกับปืนกล พลต้องสู้พลางถอยพลาง และแล้วฮุคซ้ายของเสือแก้วก็ส่งพลลงไปนอนวัดพื้น แต่แทนที่เสือแก้วจะเข้าซ้ำเติม เขากลับยืนนิ่งเฉยและยิ้มอย่างใจเย็น
“ลุกขึ้นมา อ้ายพล แกคงไม่มีหวังที่จะเอาชนะกันได้แล้ว”
อาเสี่ยเอ็ดตะโรลั่น
“อย่าออมมือซีโว้ย หรือจะชกแบบมวยล้มก็ว่ามา”
พลยิ้มให้อาเสี่ยแล้วพูดเสียงหัวเราะ
“ไม่ใช่มวยล้มโว้ย แต่ชั้นเชิงของเขาดีกว่ากัน”
แล้วพลก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วฉับพลัน เสือแก้วปราดเข้าประจัญบานอ้ายเสือรูปหล่ออีก คราวนี้พลระมัดระวังตัวเต็มที่ แขนทั้งสองยกขึ้นการ์ดคอยปิดป้องพยายามใช้หมัดแย็ปรบกวนคู่ต่อสู้ตลอดเวลา ซึ่งนับว่าได้ผลดีมาก เสือแก้วถูกหมัดแย็ปหน้าหงายไปหลายครั้ง นิกรกระโดดโลดเต้นเชียร์ลั่น
“อ้ายแก้วกินหมากแล้วโว้ย สวมแว่นให้มันหน่อยซี”
พูดขาดคำหมัดตรงขวาของพล ก็ชกถูกเบ้าตาข้างซ้ายของเสือแก้วอย่างถนัดใจ ขอบตาของเสือแก้วเขียวปั้ดขนาดขนมครก อาเสี่ยดีใจจนลืมตัว ยกมือทั้งสองตีศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียงดังปุปะ ๆๆ แล้วตะโกนลั่น
“อ้ายแก้วได้แว่นแล้วโว้ย ไชโย บุกเข้าไปอ้ายพลได้ทีน็อคเลย”
ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่น ลั่นหมัดขวาเสยคางอาเสี่ยดังพล็อก ยังผลให้กิมหงวนผงะหงายล้มลงก้นกระแทกพื้นทันที แล้วท่านก็ยกเท้าขวาเตะซ้ำเต็มเหนี่ยว แต่เคราะห์ดีที่กิมหงวนป้องปิดไว้ได้
“นี่แน่ะ เห็นกบาลกูเป็นกลองเพลไปได้ ตีได้ตีเอา ระยำ.....”
อาเสี่ยยิ้มแห้ง ๆ ลุกขึ้นดูมวยนอกเวทีระหว่างเสือแก้วกับเพื่อนเกลอของเขาต่อไป
มันเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดที่สุด โต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด พวกเคาบอยค่อย ๆ ทยอยกันเข้ามาในโรงเตี๊ยม ‘อีกาเขียว’ และล้อมวงมองดูเสือร้ายปะทะกัน
“เตะกึ๋นมันซีโว้ยพล” นิกรตะโกนจนแสบคอหอย
พลหันมาทำตาเขียว
“อย่าหนุนเลยวะ ยืนเฉย ๆ เถอะ”
พวกดาวร้ายและอาชญากร ทั้งหลายเว้นแต่สมุนของเสือแก้วต่างพากันเอาใจช่วยนายพัชราภรณ์ แต่ไม่มีใครกล้าร้องตะโกนหนุน เพราะเกรงว่าถ้าพลเพลี่ยงพล้ำปราชัยเสือแก้ว ตนจะถูกเสือแก้วยิงทิ้ง
ครั้งหนึ่ง พลถูกหมัดเด็ดของเสือแก้วกระเด็นไปติดฝาห้อง ขุนโจรกระโดดเข้าไปหมายจะซ้ำ อ้ายเสือรูปหล่อหมุนตัวกลับอย่างคล่องแคล่ว กระแทกศอกกลับถูกขาตะไกรเสือแก้วอย่างถนัดใจ
“พล็อค”
ขุนโจรร่างใหญ่ ล้มฮวบลงบนพื้นยกมือทั้งสองกอดขาพลทันที มึนงงไม่ผิดอะไรกับไก่ตาแตก แทนที่พลจะถือโอกาสซ้ำคู่ต่อสู้ของเขา นายพัชราภรณ์กลับถอยหลังออกไปยืนตั้งมั่น เจ้าแห้ววิ่งเข้ามายกมือขั้นนับ
“หนึ่ง-สอง-สาม-สี่”
เสือแก้วมานะกัดฟันลุกขึ้นยืน ยกเท้าขวาเตะถูกก้านคอเจ้าแห้วดังฉาดใหญ่ เจ้าแห้วเซถลาร่อนออกไปเหมือนกับนกปีกหัก ทรุดตัวนั่งพับเพียบเรียบร้อยทำสะลึมสะลือเพราะเมาหมัด
จอมโจร ปราดเข้าตะลุมบอนพล อย่างดุเดือดคราวนี้การต่อสู้ยิ่งออกรสชาติขึ้นอก ต่างยืนแลกหมัดกันอย่างน่าดู ในที่สุดพลก็ล่าถอยในวิธีสู้พลางถอยพลาง แต่แล้วฮุคขวาของพลก็ลั่นปังออกไปเต็มเหนี่ยว ถูกปลายคางของเสือร้ายอย่างพนัดถนี่
อีกครั้งหนึ่งที่เสือแก้วล้มลงกลางห้อง เขาบิดตัวไปทำโก้งโค้งตูดโด่งลุกขึ้นนั่ง แล้วก็ล้มลงนอนเหยียดยาวแน่นิ่งไม่ไหวติง คราวนี้คณะพรรคสี่สหายต่างไชโยโห่ร้องเสียงสนั่นหวั่นไหว พวกเคาบอยและดาวร้ายทั้งหลายก็กระโดดโลดเต้น เต้นแร้งเต้นกาไปตามกัน สมุนของเสือแก้วเงียบกริบ ทุกคนมองดูนายพัชราภรณ์ด้วยความครั่นคร้ามในฝีมือ
ดร.ดิเรกปราดเข้าไปทรุดตัวลงนั่งเสือแก้วประคองช้อนศีรษะขึ้น ทำการช่วยเหลือเสือแก้วด้วยความเต็มใจตามหน้าที่ของเขาซึ่งเป็นนายแพทย์ การกระทำของนายแพทย์หนุ่มทำให้พวกอาชญากร ทั้งหลายประหลาดไปตามกัน
เสี่ยหงวนกับนิกรเดินเข้าไปช่วย ดร.ดิเรกปฐมพยาบาลเสือแก้ว ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ สักครู่หนึ่งขุนโจรมฤตยูก็ฟื้นคืนสติ นายแพทย์หนุ่มกับอาเสี่ยช่วยกันประคองปีกให้ลุกขึ้นพาไปนั่งที่โต๊ะๆ หนึ่ง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกับเจ้าปลั่งได้นั่งร่วมโต๊ะด้วย
นิกรหันไปมองดูพวกอาชญากรทั้งหลายซึ่งยืนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่แล้วนิกรก็ตวาดลั่น
“เฮ้ย เรื่องเล็กโว้ย ยืนมองกันยังงี้ดูถูกหรือยังไงวะ หรือใครต้องการตัวต่อตัวว่ามา”
เจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งซึ่งเป็นสมุนของเสือแก้วเกิดทิฐิมานะ ขึ้น เขาปราดออกมายืนเด่นเป็นสง่า แล้วพยักหน้ากับนายจอมทะเล้น
“ขอให้ผม ดูลวดลายคุณสักหน่อยเถอะครับ ชกกันน่ะถึงอย่างไรก็คงไม่ถึงตาย”
นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก หันมาพูดกับพลทันที
“เอามันพล”
สมุนของเสือแก้วหัวเราะก้าก
“ผมท้าคุณครับ ผมต้องการชกกับคุณตัวต่อตัว”
นิกรทำหน้าชอบกล
“วันหลังเถอะวะอ้ายน้องชาย วันนี้กันถ่ายยาท้องเดินเพลียเหลือเกิน กันยังอยู่ที่นี่อีกนานนัก กันจะพยายามเล่นกล้ามให้ตัวใหญ่เท่าแก แล้วกันจะสู้กับแกอย่างชายชาติเสือ”
สมุนของเสือแก้วยิ้มแค่น ๆ
“ถุย นี่หรือวะเสือ”
นิกรยักคิ้วแผล็บ
“นี่แหละวะเสือ”
“เสือกะบากน่ะซี”
“เออ -ช่างกู” นิกรเถียงหน้าด้าน ๆ “ธุระอะไรวะข้าจะเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ มือชั้นข้าต้องสู้กับหัวหน้าไม่ใช่ลูกน้อง”
ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ พล พัชราภรณ์ ได้กล่าวกับเสือแก้วด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“เสือแก้ว ถ้าแกเป็นลูกผู้ชาย แกคงจะยอมรับว่าแกแพ้กันแล้ว อย่าได้ถือเป็นข้ออาฆาตพยาบาทกันเลยเพื่อน พี่ชายของแกจะยิงกันก่อนกันก็ต้องยิงเขา แกถามเจ้าพวกนี้ดูก็แล้วกัน หากแกถือเป็นเรื่องอาฆาต เราก็จองเวรจองกรรมกันไปไม่สิ้นสุด แต่ถ้าแกจะจับมือกับกันแล้ว กันและพวกเราก็จะเป็นเพื่อนที่ดีของแก”
กิมหงวนพูดเสริมขึ้น
“เราก็จิตคิดดูเล่าเขาก็ใจ ปลูกอื่นใยปลูกไมตรีดีกว่าพาล”
พลยื่นมือขวาให้เสือแก้ว แต่ขุนโจรสั่นศีรษะไม่ยอมจับมือด้วย
“กันเสียใจพล กันไม่เคยยอมเป็นมิตรกับศัตรูของกันเป็นอันขาด”
นายพัชราภรณ์ยิ้มเล็กน้อย
“ถ้ายังงั้นแกจะเอายังไงกับกันอีก”
“ยิงกันซีเพื่อน” เสือแก้วพูดโพล่งขึ้นทันที “ขอให้กันได้พิสูจน์ฝีมือของกันอีกสักครั้งเถอะพล แกกล้าพอที่จะรับคำท้าของกันไหมวะ ยิงกับกันตัวต่อตัว”
พลเลิกคิ้วแล้วถามยิ้ม ๆ
“ที่ไหนและเมื่อไร”
“ที่นี่และเดี๋ยวนี้”
โดยไม่ต้องคิด นายพัชราภรณ์รับคำท้าทายทันที
“ตกลงเสือแก้ว กันไม่เคยปฏิเสธคำท้าทายของใครเหมือนกัน เมื่อเราไม่มีทางที่จะญาติดีกันได้เราก็เป็นศัตรูต่อกัน”
เสือแก้วผลุดลุกขึ้นยืน หันไปมองดูสมุนของเขาร้องเรียกเข็มขัดปืนพกที่สมุนของเขาคนหนึ่งเก็บรักษา ไว้ ในเวลาเดียวกันเจ้าแห้วก็นำเข็มขัดปืนพกมามอบให้นายพัชราภรณ์
พลลุกขึ้นยืนในท่วงทีสง่าผ่าเผย เสือแก้วกับอ้ายเสือรูปหล่อ ต่างคาดเข็มขัดกระสุนปืนพกเรียบร้อย แล้วพลก็กล่าวถามคู่ต่อสู้ของเขา
“บอกเงื่อนไขให้กันรู้หน่อยเสือแก้ว”
เจ้าพ่อแห่งแดนเดนคน ยิ้มให้นายพัชราภรณ์
“ไม่มีเงื่อนไขอะไรมากมายนัก เพียงแต่แกกับกันยืนห่างจากกันในราว ๒๐ ก้าว และเมื่อกรรมการให้สัญญาณ เราก็ชักปืนพกในซองของเราออกมายิงกัน”
พลพยักหน้ารับทราบ
“ดีทีเดียวเสือแก้ว อย่างนี้ยุติธรรมอย่างยิ่ง แล้วก็กรรมการล่ะ”
จอมโจรนิ่งคิดอยู่สักครู่
“กันยินดีให้แกเลือกพรรคพวกของแกเป็นกรรมการ ทั้งนี้ก็เพราะกันเชื่อในน้ำใจลูกผู้ชายของแก”
นิกรลุกขึ้นยืนและชูมือขึ้นเหนือศีรษะทันที
“กันเอง กันเป็นกรรมการเอง ขอรับรองด้วยเกียรติยศว่า กันจะเป็นกรรมการผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ตกลงไหมเสือแก้ว”
“ไม่ขัดข้อง”
“ฮั่นแน่ แจ็ค พาแรนท์ ใจนักเลงซะด้วย”
เสือแก้วหัวเราะหึๆ
“ท่าทางของแกทะลึ่งพอใช้ กันอยากยิงกับแกเหลือเกินผ่าวะ”
นิกรหัวเราะ
“ลองกับลูกน้องของกันเสียก่อนเถอะพี่ชาย แล้วค่อยมายิงกับกัน หรือเราจะกัดกันตัวต่อตัวยังได้ โลกเขาจะได้ลือกระฉ่อนว่า เสือแก้วกับเสือกรกัดจนขนกระจุย” พูดจบนิกรก็เดินเข้ายืนกลางระหว่างสองเสือ “ฟังทางนี้โว้ย กันจะยิงปืนเป็นสัญญาณการต่อสู้ แต่กันจะนับหนึ่ง –สอง เพื่อให้แกสองคนเตรียมตัวก่อน คำว่าสามกันจะไม่นับ กันจะใช้ปืนพกของกันยิง ถ้าเสียงปืนพกของกันดังขึ้น แกกับเจ้าพลก็ชักปืนออกมายิงกันได้ ใครชักปืนได้เร็วกว่ากันคนนั้นก็ชนะ”
เสือแก้วพยักหน้า
“เอาละ กันเข้าใจดีแล้ว” พูดจบก็หันมายิ้มกับพล “อย่าร่ำไรอยู่เลยเพื่อน อ้ายพวกเดนคนเหล่านี้มันกำลังยิ้มเยาะกันและเอาใจช่วยแก กันอยากจะพิสูจน์ฝีมือของกันให้มันได้เห็นว่า กันก็หนึ่งไม่มีสองเหมือนกัน”
ต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กัน และออกไปยืนเด่นกลางห้อง พลกับเสือแก้วยืนห่างจากกันราว ๒๐ ก้าว นายพัชราภรณ์ยืนอยู่ข้างประตูเข้าออก บรรดาพวกอาชญากรพวกโจรและนักการพนันทั้งหลาย ต่างพากันเลี่ยงหลบออกไปยืนจับกลุ่มให้พ้นวิถีกระสุน ทุกคนใจเต้นระทึกไปตามกัน
อย่างไรก็ตาม พลมีขวัญและกำลังใจดีมาก เขารู้สึกว่าใครต่อใคร กำลังเอาใจช่วยเขาในการต่อสู้ ซึ่งเอาชีวิตเป็นเดิมพันในครั้งนี้
นิกรยืนอยู่ข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดร.ดิเรกและเสี่ยหงวนกับเจ้าแห้วและเจ้าปลั่ง นายจอมทะเล้นดึงปืนพกทั้งสองกระบอกออกจากซองปืน แล้วเขาก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง
“เตรียมตัวโว้ย”
พลยิ้มให้นิกร
“กันพร้อมแล้ว”
เสือแก้วพูดเสริมขึ้น
“อั๊วก็พร้อมแล้ว”
นิกรถอนหายใจเบา ๆ
“เพื่อความยุติธรรม ยกมือขึ้นกอดอกทั้งสองคน”
สองเสือต่างปฏิบัติตามคำสั่งของนายจอมทะเล้นทันที คนดุใจเต้นระทึกไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ หายใจไม่ทั่วท้อง จ้องตาเขม็งมองดูพลด้วยความห่วงใยยิ่ง และไม่ได้สนใจกับมือของอาเสี่ย ซึ่งวางอยู่บนศีรษะของท่าน ใบหน้าของกิมหงวนซีดเผือด เขาขยำขยี้ศีรษะของเจ้าคุณปัจจนึกฯโดยไม่รู้สึกตัว ดร.ดิเรกเม้มปากแน่นนึกอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ให้คุ้มครองป้องกันพลเจ้าแห้วเจ้าปลั่งทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้
ในที่สุดกรรมการหน้าทะเล้นก็ให้สัญญาณ
“เตรียมยิง ระวัง” แล้วนิกรก็พยักหน้ากับเสือแก้ว “เฮ้ย ก่อนที่แกจะถูกยิงตายร้องเพลง ‘ต้นตระกูลไทย’ ให้กันฟังสักหน่อยเถอะวะ”
เสือแก้วตลวาดลั่น
“ไม่ร้องโว้ย”
นิกรพยักหน้าหงึก ๆ
“ไม่ร้องก็เตรียมตัวตายได้ ระวัง...หนึ่ง...สอง” แล้วนิกรก็เหนี่ยวไกยิงปืนพกทั้งสองกระบอกเสียงดังกึกก้อง
ทันใดนั้นเอง พลกับเสือแก้วต่างกระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาทันที ทั้งสองชักปืนได้ว่องไวพอ ๆ กัน แต่พลยิงได้เร็วกว่าเพียงหนึ่งใน ๕ วินาทีเท่านั้น อ้ายเสือรูปหล่อปล่อยกระสุนรีวอลเว่อร์ ๙ มม.ออกไปหนึ่งนัด”
“ปัง”
ร่างอันสูงใหญ่ของดาวเพชฌฆาตสะดุ้งเฮือกหน้านิ่วคิ้วขมวดแยก เขี้ยว และปล่อยปืนพกร่วงหลุดจากมือเขาถูกพลยิงทะลุหัวใจพอดี เสือแก้วยืนโงนเงนอยู่สักครู่ก็ล้มลงสิ้นใจตาย ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของใครต่อใคร
เจ้าปลั่งกระโดดตัวลอย
“ไชโย พี่พลของกูได้รับชัยชนะอย่างขาวสะอาด”
เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นทั่วโรงเตี๊ยม สมุนของเสือแก้วเห็นลูกพี่ของตนถูกยิงตาย ก็สิ้นสุดความจงรักภักดี พลอยไชโยโห่ร้อง ยอมเป็นสมัครพรรคพวกของพลเข้าทำนองชนะไหนเล่นด้วยช่วยกระพือ
เจ้าปลั่งกับอาเสี่ยกิมหงวนต่างปราดเข้าไปหาพลและแบกนายพัชรา ภรณ์ขึ้นบ่า พาแห่ไปรอบ ๆ โรงเตี๊ยม ดร.ดิเรกกับเจ้าหนุ่มผอมกะหร่องคนหนึ่งช่วยกันลากเอาศพเสือแก้วไปไว้ริมห้อง
อีกครั้งหนึ่งที่เสี่ยหงวนเปิดฟรีบาร์ หลังจากลุงเหน่งจอมสับปะเหร่อได้เข้ามาลากศพเสือแก้วออกไป
“กินโว้ยพวกเรา กันเลี้ยงต้อนรับชัยชนะของเพื่อนกัน ใครจะดื่มเหล้ากินอาหารสักเท่าใดกันไม่อั้น อาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีเลี้ยงเต็มที่ ไชโย ขอให้ข้าพเจ้าจงเจริญ”
เท้าลึกลับเท้าหนึ่งถีบหลังเสี่ยหงวนเต็มแรงทำให้อาเสี่ยเซถลา ล้มลงทันที แล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น พวกนักเลงอันธพาลและดาวร้ายทั้งหลาย ต่างแยกย้ายกันนั่งตามโต๊ะต่าง ๆ ร้องตะโกนสั่งเหล้าเบียร์และอาหารเสียงลั่นไปหมดจนฟังไม่ได้ศัพท์ บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมอบอุ่นสุขกายสบายใจยิ่งนัก
ลูกน้องของเสือแก้วทั้งหมด ต่างเข้ามารวมกลุ่มข้าง ๆ นายพัชราภรณ์
“พี่ครับ” ชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งพูดว่า “พวกเราถึงแม้จะเป็นสมุนของอ้ายแก้ว เราก็ไม่มีอะไรกับพี่พลนะครับ ผมขอแสดงความยินดีในชัยชนะของพี่ อ้า พี่คงอนุญาตให้พวกผมได้ร่วมกินเหล้ากับเขาบ้าง”
นายพัชราภรณ์หัวเราะชอบใจ
“ตกลง น้องชาย โน่น พากันไปนั่งที่โต๊ะนั่น ใครอยากจะกินเหล้าหรือกับแกล้มก็สั่งมาเถอะ”
สมุนของเสือแก้วต่างเอะอะเฮฮาไปตามกัน พากันไปนั่งที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูพลอย่างชื่นชมแล้วท่านก็กล่าวถาม
“ทำไมเจ้าถึงได้ยิบปืนพกแม่นราวกับจับวางอย่างนี้วะพล”
พลยิ้มเล็กน้อย
“โชคช่วยผมน่ะครับคุณอา พระเป็นเจ้าท่านคงจะเห็นว่าอ้ายแก้วได้ก่อกรรมทำเข็ญมามากต่อมากแล้ว จึงบันดาลให้ผมว่องไวกว่ามัน และยิงได้แม่นยำ”
ท่านเจ้าคุณยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“เก่งมาก อ้ายหลานชาย อาน่ะใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย เกรงว่าเจ้าจะเพลี่ยงพล้ำเสียทีมัน”
ก่อนที่ใครจะพูดว่ากระไร หญิงสาวคนหนึ่งก็พาตัวเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมอย่างสง่าผ่าเผย หล่อนหยุดยืนเด่นกลางห้องยกมือทั้งสองเท้าสะเอว เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบ สายตาทั้งหมดต่างจ้องมายังหล่อนเป็นตาเดียว
รูปร่างของหล่อนสูงใหญ่ แต่งกายแบบผู้หญิงเคาบอยในภาพยนตร์ ลักษณะหน้าตาคล้ายกับ เจนรัลเซลมาก แต่หน้าอกใหญ่กว่า หล่อนสวมเสื้อคอกว้าง แลเห็นส่วนบนของหน้าอกขาวผ่องชะเวิกชะวาก และแทบจะหลุดทะเล้นออกมานอกเสื้อ หล่อนคาดเข็มขัดกระสุนปืนพกมีปืนพกสองกระบอก ใบหน้างามแฉล้มคล้ายฝาแฝดกับเจนรัสเซล
“มะส่วย” หลายต่อหลายคนพึมพัมเบา ๆ
อาเสี่ยกับนิกร ต่างลุกขึ้นพากันเข้ามาหยุดยืนห่างจากมะส่วยเพียงเล็กน้อย เสี่ยหงวนชี้มือไปที่หล่อน แล้วหันมามองดูหน้านิกร สองสหายยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักไปตามกัน
มะส่วยนางสิงห์ร้ายใจเหี้ยม กระชากปืนพกออกมาจากซองปืนทันที ยกขึ้นจ้องสองสหายแล้วพูดเสียงกร้าว
“หัวเราะอะไรวะ อยากตายรึ”
เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล ดร.ดิเรกต่างลุกขึ้นเดินเข้ามาหาหล่อน นางสิงห์ควงปืนพกอย่างคล่องแคล่ว กล่าวถามกิมหงวนทันที
“แกรู้จักฉันไหม”
อาเสี่ยสั่นศีรษะ จ้องมองดูส่วนโค้งของหล่อนอย่างไม่วางตา นิกรกลืนน้ำลายและสูดปากลั่น แล้วเขาก็ร้องยี่เกเสียงแจ๋ว
“สวยเอยสวยจริง โอ้ว่าแม่ยอดหญิงงามเหมือนนางสวรรค์ งามพักตร์ผุดผ่องราวกับเพ็ญแขยั่วยวนให้พี่แลแล้วใจพี่สั่น มองเห็นปทุมทิพย์ราวกับบัวหลวง ดูเป็นพุ่มเป็นพวงเห็นเป็นปั้น ๆ อนิจจายาเกล็ดทองทำให้พี่จ้องจนตาเป็นมัน...เตร๊งเตรงเต่งเตร็ง ตู๊เร็งเต็งเตร๊ง...”
- ๕ -
แม่เสือสาวเค้นหัวเราะ ยกปืนทั้งสองกระบอกยิงลงไปที่เท้าของนิกร และเฉียดไปอย่างหวุดหวิดเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว เจ้าหนุ่มจอมทะเล้นกระโดดโลดเต้นไปมาเพราะกลัวว่าจะถูกกระสุนปืนเข้า
แล้วหล่อนก็กล่าวกับนิกรอย่างเดือดดาล
“ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของเธอ เธอจะได้มาทำลิงทำค่างแหกหูแหกตาหลอกฉัน หรือเธอเห็นฉันเป็นผู้หญิงสาระเลวอย่างไร”
นิกรถอนหายใจโล่งอก เมื่อเห็นหล่อนเก็บปืนพกทั้งสองกระบอกไว้ในซองของมันตามเดิม เขาเดินเข้ามาเกือบชิดตัวหล่อนแล้วหัวเราะ
“ไม่มีอะไรหรอกน้องสาว พวกเราเป็นคนมีอารมณ์ขัน” พูดจบนิกรก็เอื้อมมือจับคางหล่อน “สวยมากน้องสาว”
หมัดขวาของหล่อนลั่นปังออกไปทันที ถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของนายจอมทะเล้นอย่างถนัดใจ นิกรเซถลาออกไปหลายก้าว แล้วล้มลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยแม่เสือมะส่วยหัวเราะลั่น
“มา –ลุกขึ้นอ้ายหนูน้อย ฉันอยากจะให้เธอรู้จักฉันให้ดีกว่านี้”
นิกรรีบลุกขึ้น ยกมือชี้หน้าหล่อน
“เจน รัสเซล...เธอแจกหมากฉัน”
นางสิงห์อมยิ้ม
“ฉันชื่อมะส่วย”
นิกรขบกรามกรอด
“ดีแล้ว แม่มะด่วย ฉันจะแจกหมากเธอบ้าง”
มะส่วยลืมตาโพลง
“มะส่วยโว้ย ไม่ใช่มะด่วย”
นิกรหัวเราะชอบใจ
“ฉันคิดว่าฉันเคยเห็นเธอที่ซอยกลางบ่อย ๆ ให้มันรู้ไปทีเถอะน่าว่า ผู้หญิงเอวบางร่างน้อยจะเก่งกว่าผู้ชายอกสามศอก”
แล้วนิกรก็ปราดเข้าปะทะหล่อน มะส่วยยกเท้าขวาเตะถูกก้านคอนิกรดังฉาด อ้ายเสือมือกาวพุ่งตัวเข้ากอดรัดฟัดหล่อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น
“อ้ายกร อย่าปล้ำซีโว้ย ชกกันไม่ใช่มวยปล้ำ”
นิกรกอดรัดฟัดหล่อนแน่น หันมายิ้มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ
“มวยนอกเวทีใช้ปล้ำได้ครับ อื้อฮือ อุ่นจังเลยครับคุณพ่อ หายหนาวเลย” แล้วนิกรก็ปล้ำจูบหล่อนได้หลายที
มะส่วยมีกำลังเข้มแข็งผิดผู้หญิง หล่อนดิ้นรนสลัดนิกรกระเด็นไป ยกเท้าขวาเตะถูกชายโครงข้างซ้ายนายจอมทะเล้นดังอั้ก นิกรลงไปนั่งจุกแอ้ด ๆ ขมวดคิ้วนิ่วหน้า อาเสี่ยปราดเข้ากอดหล่อนทันที ด้วยเจตนาจะหากำไรมากกว่าที่จะต่อสู้กับหล่อน
“ฉันต้องแก้แค้นแทนเพื่อนของฉัน” เสี่ยหงวนพูดพลางปล้ำหล่อน
มะส่วยชกต่อยและหยิกข่วนกิมหงวน แต่แล้วทั้งสองก็ล้มลงไปกลางห้อง ปล้ำกันอย่างไม่สู้จะดุเดือดเท่าใดนัก เสี่ยหงวนพยายามจูบหล่อนจนได้ พลปราดเข้ามายกเท้าเตะเสี่ยหงวนดังพลั่ก
“เฮ้ย เลิก”
แล้วพลก็กระชากกิมหงวนขึ้นมา นางสิงห์รีบลุกขึ้น พลตะครุบมือหล่อนไว้เมื่อเห็นหล่อนจะดึงปืนพกออกมา
“ขอเสียที น้องสาว”
ต่างฝ่ายต่างมองดูหน้ากัน ใบหน้าอันสวยเก๋ของนายพัชราภรณ์ทำให้มะส่วยยิ้มออกมาได้
“ปล่อยฉัน เพื่อนของเธอทั้งสองคนจูบฉัน ฉันจะต้องตบหน้าเขาให้ได้”
พลหันมาทางพื่อนเกลอทั้งสอง
“มานี่ มาให้เธอตบหน้าเสียคนละที”
กิมหงวนกับนิกรเดินลอยหน้าเข้ามาหา และยืนเคียงคู่กันเบื้องหน้าหล่อน มะส่วยยกมือขวาตบหน้านิกรกับกิมหงวนคนละฉาด
“นี่แน่ะ จำไว้”
ดร.ดิเรกเดินเข้ามาหาล่อน
“มะส่วย กรุณาตบหน้าฉันสักทีสิจ๊ะ”
แม่สาวงามหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม
“เธอไม่ได้ทำอะไรฉันนี่นา”
“ถูกแล้ว แต่ว่าเธอตบฉันเสียก่อนฉันจะได้ทำอะไรเธอบ้าง”
พลยกฝ่ามือผลักหน้า ดร.ดิเรกเบาๆ แล้วเขาก็กล่าวกับแม่สาวชาวพม่าอย่างกันเอง
“น้องสาว พวกเราไม่ใช่พวกดาวร้ายหรือาชญากรหรอก เราเป็นนักเผชิญโชคมาจากกรุงเทพฯ บุกป่าฝ่าดงมาเที่ยวที่นี่ ขอให้เราเป็นมิตรกันเถิดมะส่วย เธอสวยและน่ารักมากทีเดียว”
มะส่วยยิ้มเหมือนกับผู้หญิงทุกคนที่ชอบยอ
“ถ้าเธอรับรองว่าพรรคพวกของเธอจะไม่ดูหมิ่นฉัน ฉันก็ยินดีเป็นมิตรกับพวกเธอ”
พลยิ้มให้หล่อน
“ฉันรับรองน้องสาว ฉันชื่อพล พัชราภรณ์ เพื่อนของฉันเจ้าหมอนี่ชื่อนิกร การุณวงศ์ อ้ายนั่นชื่อกิมหงวน เธอจะเรียกเขาว่าเสี่ยหงวนก็ได้ คนนี้เป็นหมอและนักวิทยาศาสตร์ชื่อด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นั่นญาติผู้ใหญ่ของเรา พระยาปัจจนึกพินาศ นั่นเจ้าแห้วเป็นคนใช้ของเรา”
เสี่ยหงวนยกมือไหว้หล่อนแล้วพูดเสียงหัวเราะ
“ยกโทษให้ฉันเถอะมะส่วย เราเป็นเพื่อนกันเถอะนะ พม่ากับไทยไม่ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน ไปนั่งคุยกันที่โต๊ะนั่นเถอะ”
มะส่วยยิ้มอ่อนหวาน เดินไปนั่งที่โต๊ะอาหารโดยดี คณะพรรคสี่สหายนั่งห้อมล้อมหล่อน นิกรสั่งเหล้าและกับแกล้มมาต้อนรับนางสิงห์ คณะพรรคสี่สหายต่างสนทนากับหล่อนอย่างสนิทสนม
มิตรภาพระหว่างแม่สาวตาคมหน้าอกใหญ่ชาวพม่ากับคณะพรรคสี่สหาย ได้เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพลพัชราภรณ์ กับมะส่วยได้โอภาปราศรัยกันอย่างสนิทสนม
“ดิฉันยินดีมากที่ได้รู้จักกับพวกคุณ” มะส่วยพูดยิ้ม ๆ ความแข็งกระด้างและความโอหังของหล่อนได้สิ้นสุดไปแล้ว “ในตอนแรกดิฉันเข้าใจว่าพวกคุณเป็นโจรหรืออาชญากรที่หลบหนีคดีอาญามาอยู่ที่ นี่ แต่แล้วพอได้สนทนาวิสาสะกันดิฉันก็ได้ทราบว่า พวกคุณล้วนแต่เป็นสุภาพบุรุษทั้งสิ้น”
อาเสี่ยว่า “อย่างไรก็ตาม คุณเตะก้านคอผมอย่างเต็มรักทีเดียว คุณไปหัดมวยมาจากคณะไหนครับ ลูกถีบของคุณคล้ายๆ กับยอดยิ่ง ลูกสุรินทร์ แล้วก็หมัดฮุคของคุณเหมือนกับสมเดชมาก”
มะส่วยหัวเราะเบาๆ
“ดิฉันหัดมวยมาจากพ่อของดิฉันค่ะ เท่าที่ดิฉันล่วงเกินอาเสี่ยและคุณนิกรไปบ้าง กรุณาอภัยให้ดิฉันเถอะนะคะ พม่ากับคนไทยมิใช่อื่นไกลพี่น้องกันค่ะ”
นิกรยิ้มแห้ง ๆ
“คุณเตะได้แรงราวกับช้างถีบ”
หล่อนยิ้มเอียงอาย แล้วหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ
“คุณลุงขา หนูยินดีมากที่หนูได้มีโอกาสรู้จักกับคุณลุงและหลาน ๆ ของคุณลุง อ้า คุณลุงไปเที่ยวซ่องหนูไหมคะ”
เจ้าคุณปัจจนึกฯทำคอย่น
“หา ว่ายังไงนะมะส่วย หนูชวนให้ลุงไปเที่ยวซ่องของหนู ตายห่า...คุยกันเป็นนานเพิ่งรู้ว่าหนูเป็นกะหรี่”
มะส่วยโกรธจนหน้าเขียว นัยน์ตาของหล่อนวาวโรจน์ ริมฝีปากสั่นระริก แต่แล้วหล่อนก็อภัยให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งท่านควรจะเข้าใจเช่นนั้น เพราะหล่อนพูดไม่หมดเปลือก
“คุณลุงคะ คำว่าซ่องน่ะหนูไม่ได้หมายถึงซ่องกะหรี่หรอกค่ะ คุณลุงคงจะเที่ยวตามซ่องกะหรี่จนเคยตัว พอพูดถึงซ่องก็ทึกทักว่าเป็นซ่องกะหรี่”
คณะพรรคสี่สหายหัวเราะครืน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล
“ถ้ายังงั้นหนูหมายถึงซ่องโจรใช่ไหม”
มะส่วยยิ้มเล็กน้อย
“ค่ะ ถูกแล้ว คุณพ่อของหนูเป็นนายโจรค่ะ”
คณะพรรคสี่สหายต่างมองดูหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน
“หนูคงไม่รังเกียจที่จะบอกให้ลุงทราบว่า พ่อของหนูน่ะชื่ออะไร”
หล่อนยิ้มเล็กน้อย
“หม่องทินแหว่งค่ะ”
อาเสี่ยหัวเราะหึๆ
“เมื่อเด็กๆ ถ้าจะถูกรถรางทับเท้าขาดกระมังครับ เลยชื่อตีนแหว่ง”
“ทินแหว่งค่ะ ไม่ใช่ตีนแหว่ง อาเสี่ยแคะขี้หูเสียบ้างซีคะ”
“นั่นน่ะซีครับ ผมบอกเมียผมตั้งหลายครั้งแล้วให้ช่วยแคะขี้หูให้ผมเสียที เขาก็เพิกเฉยเรื่อยมา อ้า คุณพ่อของคุณถ้าจะเป็นขุนโจรที่มีอิทธิพลมาก”
หล่อนยอมรับว่าเป็นจริง
“ค่ะ ระหว่างพรมแดนพม่ากับไทยนั้น คุณพ่อของดิฉันมีอิทธิพลใหญ่ยิ่งที่สุด ท่านมีสมุนในราวห้าร้อยคนค่ะ”
นิกรพูดโพล่งขึ้น
“อย่างนี้เขาเรียกว่าโจรห้าร้อย”
มะส่วยหันมาทำตาเขียวกับนายจอมทะเล้นทันที
“คุณน่ะซีโจรห้าร้อย”
พลแกล้งทำเป็นดุนิกร
“จะพูดอะไรก็คิดเสียก่อนซีโว้ยอ้ายกร พูดอย่างนี้มะส่วยเธอก็ต้องคิดว่าแกดูถูกคุณพ่อของเธอ คนอย่างแกเขาเรียกว่าปากเสีย”
นิกรหัวเราะ
“ไม่ใช่ปากเสีย เขาเรียกว่าเสียที่ปาก”
มะส่วยเปลี่ยนสายตามาที่ใบหน้านายพัชราภรณ์ แล้วหล่อนก็พูดกับเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แม่สาวปทุมทิพย์ กำลังตกหลุมรักนายพัชราภรณ์แล้ว หล่อนรู้สึกพึงพอใจในใบหน้าอันสวยเก๋ของพล นับตั้งแต่วินาทีแรกที่หล่อนแลเห็นเขา ศรกามเทพได้ลั่นถูกหัวใจของแม่สาวใจสิงห์แล้ว ความรักครั้งแรกได้เกิดขึ้นในหัวใจของหล่อน ดังนั้นความโหดร้ายจึงเสื่อมคลายลง ตามปกติมะส่วยไม่เคยอ่อนหวานอย่างนี้ หล่อนเป็นผู้หญิงสาวคนเดียวที่เดินทางมายังแดนดาวร้าย ผู้ชายหนุ่ม ๆ หลายต่อหลายคนที่ลวนลามหล่อน ถูกมะส่วยยิงตายไปมากต่อมาก จนกระทั่งไม่มีใครยุ่งกับหล่อน ทั้ง ๆ ที่พวกดาวร้ายเหล่านี้ทำปากซี๊ดซ๊าดไปตามกันเมื่อแลเห็นสาวปทุมทิพย์ผู้นี้
“พลคะ ถ้าไม่รังเกียจละก้อ ดิฉันอยากจะชวนคุณกับพรรคพวกของคุณไปเที่ยวซ่องของดิฉันบ้าง”
พลยิ้มให้หล่อน
“ขอบคุณมากมะส่วย เมื่อเธอมีแก่ใจออกปากชวนอย่างนี้ ฉันปฏิเสธฉันก็บ้าเต็มทน แต่ว่า คุณพ่อของเธอจะยินดีต้อนรับพวกเราหรือจ๊ะมะส่วย”
หล่อนทำตาหวานให้อ้ายเสือรูปหล่อ
“ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ คุณพ่อท่านรักดิฉันมาก ดิฉันชี้นกเป็นนกและชี้ไม้เป็นไม้ ในชีวิตของดิฉันคุณพ่อไม่เคยขัดใจดิฉันเลย”
เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น
“คุณพ่อของหนูเป็นคนคราวไหน รูปร่างหน้าตาเป็นยังไง”
มะส่วยซ่อนยิ้มไว้ในหน้า
“คุณลุงคงจะแปลกใจ ถ้าหนูจะเรียนให้คุณลุงทราบว่า คุณพ่อของหนูเป็นผู้ใหญ่คราวคุณลุงนี่แหละค่ะ รูปร่างอ้วนใหญ่พุงพลุ้ยเหมือนๆ กัน ประทานโทษนะคะ ศีรษะล้านเหมือนกันด้วยค่ะ”
สี่สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าปลั่ง ต่างหัวเราะกันอย่างไม่ต้องอั้น อาเสี่ยถามพลางหัวเราะพลาง
“มะส่วยจ๊ะ คุณพ่อของเธอแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึกอย่างนี้หรือเปล่าจ๊ะ”
มะส่วยหัวเราะคิ๊ก
“เหมือนกันราวกับพี่น้องฝาแฝดเชียวค่ะ ไว้หนวดก็เหมือนกัน กิริยาท่าทางก็คล้ายกัน ดิฉันเห็นแต่แรกตกใจนึกว่าคุณพ่อเสียอีก”
นิกรพูดกับมะส่วยอย่างเป็นงานเป็นการ
“คุณพ่อคุณกับพ่อตาของผมไม่ใช่พี่น้องกันสักนิด ทำไมถึงเหมือนกันได้น่าประหลาดเหลือเกิน คนเรารูปร่างหน้าตาอาจจะเหมือนกันได้ แต่หน้าตาเหมือนกันและศีรษะล้านเหม็นเขียวดุ ๆ เหมือนกันนั้นไม่เคยปรากฏ”
เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนราวกับช้างร้อง
“พอโว้ย”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ต่อจากนั้นพลก็ซักถามมะส่วยถึงเรื่องเกี่ยวกับบิดาของหล่อน มะส่วยก็ชี้แจงให้ฟังว่า หม่องทินแหว่งเป็นนายโจรมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ประเทศพม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เท่าที่หม่องทินแหว่งตั้งตนเป็นนายโจรก็เพื่อจะกอบกู้เอกราชพม่า ดังนั้นหม่องทินแหว่งจึงสะสมไพร่พลและอาวุธยุทธภัณฑ์ไว้มาก อาวุธต่าง ๆ มักจะได้จากถิ่นดาวร้ายที่นี่ หล่อนมาแดนคนเดนบ่อย ๆ ก็เพื่อติดต่อซื้อปืนและกระสุนปืน มะส่วยว่าบิดาของหล่อนเป็นคนใจดีมาก แต่เด็ดขาดขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของเขา
ตอนสุดท้ายหล่อนกล่าวว่า
“เตรียมตัวเดินทางไปซ่องโจรของดิฉันเถอะค่ะ อยู่ไกลจากที่นี่ประมาณห้ากิโลเมตรเท่านั้น อ้า ดิฉันขอถือโอกาสนี้เตือนพวกคุณสักหน่อย คุณพ่อดิฉันไม่ชอบให้ใครพาดพิงถึงศีรษะท่านหรอกค่ะ คำว่าเหน่ง เหม่ง เตียน เลี่ยน โล่ง ลูกมะอึก นกตะกรุม เหล่านี้อย่าพูดเชียวนะคะ”
นิกรพยักหน้ารับทราบ
“แล้วคำว่าหัวล้านเจ๊งเหม่งล่ะครับพูดได้ไหม”
เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธนิกรจนตัวสั่น ท่านเอื้อมมือคว้าขวดเหล้ายกขึ้นฟาดถูกกะบาลนิกรดังโพละ ขวดเหล้าแตกกระจาย นายจอมทะเล้นนั่งสะลึมสะลืออมยิ้ม ทำท่าเหมือนกับจะเป็นลมสิ้นสติ
“นี่ มันต้องยังงี้ ทะลึ่งนัก” เจ้าคุณพูดเสียงกร้าว
คณะพรรคสี่สหายต่างหัวเราะคิกคักไปตามกัน ต่อจากนั้น พลก็เรียกอาหารและเหล้ามาเพิ่มเติมอีก ทุกคนสนทนากับมะส่วยอย่างสนุกสนานและอย่างกันเอง
ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วและมะส่วยสาวปทุมทิพย์ ก็พากันออกเดินทางโดยพาหนะม้าที่หน้าโรงเตี๊ยม ‘อีกาเขียว’
ขณะที่ทุกคนขึ้นนั่งบนหลังม้า เจ้าปลั่งได้ยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่หน้าโรงเตี๊ยมอย่างน่าสงสาร ทั้งนี้เพราะสี่สหายไม่ยอมให้เจ้าปลั่งติดตามไป
“ฮือ ฮือ ให้ผมไปด้วยคนไม่ได้หรือครับ”
อาเสี่ยหันมายิ้มให้เจ้าปลั่ง
“อย่าร้องไห้เลยวะอ้ายหนู แกมันข้าสองเจ้าบ่าวสองนายกันไม่คบหรอก”
เจ้าปลั่งสะอื้น
“โธ่ นึกว่าเลี้ยงผมไว้ดูเล่นสักคนไม่ได้หรือครับ”
นิกรพูดเสริมขึ้น
“รูปร่างของแกมันไม่น่าดูสักนิด จะเลี้ยงไว้หาหอกอะไร”
เจ้าแห้วยักคิ้วให้เจ้าปลั่งแล้วพูดอย่างภาคภูมิ
“นี่โว้ย มหาดเล็กคนสนิทของพณฯ ท่านทั้งสี่นี้อย่างเอ็งอย่าสะเออะเลย คอยอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน กลับจากพม่าข้าจะซื้อกบและน้ำมันหม่องมาฝาก”
ครั้นแล้วคณะพรรคสี่สหาย ก็บังคับม้าให้ออกเดินทาง มะส่วยกับพล พัชราภรณ์ขี่ม้านำหน้าเคียงคู่กัน ทั้งสองสนทนากันอย่างสนิทสนม แต่พลไม่ได้พูดเกี้ยวหล่อนเลย ทั้ง ๆ ที่เขารู้ดีว่ามะส่วยพึงพอใจเขา ชายหูชายตาให้เขา
ขบวนเดินทางผ่านละแวกหุบเขาอันกว้างใหญ่ บ่ายโฉมหน้าไปทางทิศตะวันตก เสี่ยหงวนนั่งไขว่ห้างอยู่บนหลังม้า ปล่อยสายบังเหียนอย่างโก้หร่าน มือถือกีต้าแบบสเปญ แต่อาเสี่ยดีดได้กระพร่องกระแพร่ง ฟังแล้วรู้สึกลำบากผะอืดผะอมไปตามกัน มิหนำซ้ำเสี่ยหงวนยังร้องเพลงคลอกีต้าไปด้วย
ยามเย็นเดินเล่นอยู่ในมุ้ง...
“เฮ้ย” ดร.ดิเรกเอ็ดตะโรลั่น “ลำบากนักก็อย่าร้องเลยโว้ย ขี่ม้าไปเรื่อย ๆ ดีกว่า”
อาเสี่ยหงวนเหวี่ยงกีต้าทิ้งอย่างหัวเสีย
“เลิก ไม่เล่น หน็อย อ้ายเราจะร้องเพลงแอนนาให้ฟัง กลับไม่ชอบฟัง คนที่ไม่รู้จักฟังเพลงน่ะคนป่ารู้ไหมโว้ย”
นายแพทย์หนุ่มอดหัวเราะไม่ได้
“แต่เพลงที่ร้องกระท่อนกระแท่นอย่างแกน่ะ แม้แต่ลิงมันก็ไม่อยากฟัง เออ โยนทิ้งเสียได้ดี รำคาญหูนักอ้ายกรมันร้องยี่เกยังจะน่าฟังกว่าแกร้องเพลงตั้งหลายพันเท่า”
นิกรยิ้มแป้น ขยับเพลงยี่เกทันที
“เดินทางมาในกลางไพร กระดิ่งทองสุขใจหรือว่าสบายอุรา ชมนกชมไม้ในไพรกว้าง ไม่อยากชมเสือสางให้รำคาญนัยน์ตา หนองน้ำน้อย ๆ บัวลอยปริ่มน้ำ ปทุมทิพย์งามล้ำลออตา กระดิ่งทองอยากเด็ดดมให้ได้สมอุร้า...เต๊งเต็งเต่งเต๊ง ......เตรงตู่เร้งเต็งเตร๊ง”
มะส่วยหันมาค้อนนายจอมทะเล้น
“ถ้ารักจะเกี้ยวกันละก้อเกี้ยวกันตรง ๆ ดีกว่าค่ะ คุณนิกรคะ เกี้ยวด้วยเพลงยี่เกไม่ชื่นใจเลย”
นิกรทำหน้าชอบกล
“ผมไม่ได้เกี้ยวคุณนะครับ ผมร้องชมธรรมชาติต่างหาก”
“อย่าเข้าหน่อยเลย ดิฉันรู้หร็อก ระวังให้ดีนะคะไปถึงซ่องดิฉันถ้าคุณขืนร้องอย่างนี้คุณถูกลูกน้องของดิฉัน ยิงตายไม่รับรู้นะคะจะบอกให้”
คณะพรรคสี่สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ขบวนเดินทางบุกเข้าป่าโปร่งและขึ้นเขา คราวนี้ม้าทุกตัวก็วิ่งโขยกไปตามทางธรรมชาติอันคดเคี้ยว เวลาผ่านพ้นไประมาณชั่วโมงเดียวก็พ้นเขตแดนไทยเข้าสู่อาณาจักรพม่า ทุกคนได้แลเห็นเสาหินอันเป็นหลักปักเขตที่พรมแดนนั้น
หลังจากข้ามเขาเล็ก ๆ ลูกหนึ่ง มะส่วยก็บอกให้ทราบว่าขณะนี้ได้เข้ามาในเขตซ่องโจรของบิดาหล่อนแล้ว
เสียงกระสุนปืนเล็กยาวดังขึ้นหนึ่งนัดก้องกังวานหุบเขาใหญ่
“ปัง”
ขบวนม้าหยุดชะงักทันที มะส่วยยกมือขวาขึ้นโบกให้สมุนของหล่อน ซึ่งยืนยามอยู่ตามจุดต่างๆ หลายต่อหลายคน โจรพม่าแต่งกายแบบพม่านิยม คือนุ่งสะโหร่งตาหมากรุก สวมเสื้อคล้ายเสื้อกุยเฮง มีผ้าแพรโพกศีรษะ บ้างก็ถือปืนเล็กยาวบ้างก็ถือปืนกลมือ ตละคนท่าทางเข้มแข็ง
มะส่วยกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ไม่ต้องตกใจค่ะ คนของดิฉันเขายิงปืนเป็นสัญญาณให้เราหยุดขบวน เดี๋ยวนี้เขาแลเห็นดิฉันแล้ว ตามดิฉันไปเถอะค่ะ ดิฉันรับรองว่าพวกคุณจะปลอดภัยทุกประการ บนผืนแผ่นดินนี้ผู้ที่มีอำนาจรองจากคุณพ่อของดิฉันก็คือตัวดิฉันนี่แหละค่ะ”
แม่สาวงามหน้าอกใหญ่ควบขับม้าพาคณะพรรคสี่สหายลดเลี้ยวไปตาม ทาง สักครู่ทุกคนก็แลเห็นหมู่กระท่อมประมาณ ๕๐ หลังคาเรือนปลูกอยู่เรียงรายที่เชิงเขาใหญ่ มะส่วยควบขับม้ามาถึงกระท่อมหลังใหญ่แห่งหนึ่ง หล่อนก็ยกมือขวาชูขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุดม้า คณะพรรคสี่สหายต่างบังคับม้าให้หยุดนิ่ง แล้วพากันก้าวลงจากหลังม้าคู่ขาของตน
เจ้าหนุ่มพม่าคนหนึ่ง ถือปืนเล็กยาวเดินออกมาจากกระท่อมหลังนั้น มะส่วยกล่าวถามทันที
“เฮ้ย โปปั่น พ่อข้าอยู่ไหม”
เจ้าหนุ่มชื่อพิลึกตอบนายสาวของเขาอย่างพินอบพิเทา
“อยู่ครับ นายกำลังซ้อมแทงกบ”
คณะพรรคสี่สหายทำหน้าตื่น ๆ ไปตามกันอาเสี่ยกล่าวถามขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ
“กบน่ะต้องซ้อมแทงด้วยหรือจ๊ะ มะส่วย”
แม่สาวงามอมยิ้ม
“ค่ะ ต้องซ้อม พวกเราชาวพม่ามีวิธีการแทงกบอย่างยอดเยี่ยมเชียวค่ะ เรียกว่าเป็นศิลปะของเรา ทั่วโลกต่างยอมรับนับถือว่า ชาวพม่าเท่านั้นที่แทงกบได้ถูกหลักเกณฑ์ และมีหลักวิชา ไม่ใช่ว่าพอแลเห็นกบร้องโอ๊บ ๆ ก็แทงส่งเดช”
นิกรพูดโพล่งขึ้น
“มะส่วยจ๋า ฉันก็เป็นนักเลงแทงกบมือหนึ่งเหมือนกัน”
หล่อนยิ้มให้นายจอมทะเล้น
“หรือคะ ถ้ายังงั้นคืนวันนี้คงสนุกแน่ คุณพ่อดิฉันจะจัดงานรื่นเริงเนื่องในงานครบรอบปีที่ ๑๐ ที่ท่านเป็นโจร เราจะเลี้ยงกันอย่างสนุกสนาน และมีระบำชุดพิเศษเรียกว่าพม่าแทงกบ ดิฉันขอถือโอกาสนี้เชิญพวกคุณให้ร่วมสนุกกับเราด้วย”
“ดร.ดิเรกกล่าวถามขึ้นเบา ๆ
“ที่มีมีกบแยะหรือจ๊ะ”
มะส่วยหัวเราะ
“ไม่มีหร็อกค่ะ กบหน้าหนาวมีที่ไหนกันล่ะคะ กบมีแต่หน้าฝนเท่านั้น พิธีของเราใช้ผู้หญิงสวมหัวกบค่ะ ส่วนพวกผู้ชายก็ถือหอกร่ายรำไล่แทงกบท่ามกลางเสียงเพลงอันไพเราะของเรา ดิฉันทราบข่าวว่า มีบางคนเข้าใจไปในทางอกุศล คือเข้าใจว่าเพลงพม่าแทงกบนั้นหยาบคาย พวกคุณเข้าใจเช่นนั้นหรือเปล่า”
พลยิ้มให้หล่อน
“เปล่าเลยมะส่วย ไม่เห็นว่ามันจะหยาบคายที่ตรงไหน เพราะพวกเรามีใจเป็นกุศล เราคิดให้หยาบมันก็หยาบ เราคิดว่ามันไพเราะไม่หยาบคายมันก็ไม่หยาบอะไร”
หล่อนยิ้มให้คณะพรรคสี่สหาย
“รออยู่นี่สักครู่นะคะ ดิฉันจะเข้าไปเรียนให้คุณพ่อท่านทราบเสียก่อน” พูดจบหล่อนก็เดินนวยนาดเข้าไปในกระท่อมใหญ่หลังนั้น
อาเสี่ยสูดปากลั่น
“อื้อฮือ โอ่โถงเหลือเกินโว้ย กันว่าเกะกะมากไปหน่อย”
พลหันควับมาทางอาเสี่ย
“อะไรวะเกะกะ”
“นั่นแหละ ถ้าเป็นกันคงรำคาญแย่ อย่างนี้เจนรัสเซลทำไมไม่ได้เลย พวกแมวมองฮอลลีวู๊ดมาเห็นเข้าเป็นต้องเชิญมะส่วยไปเล่นหนังแน่ๆ”
นิกรพูดเสริมขึ้น
“สงสัยว่าชาติก่อนคงทำบุญด้วยหมอนข้าง”
คณะพรรคสี่สหายหัวเราะครืน ทุกคนใช้เวลาที่ยืนรอคอยหล่อน มองดูซ่องโจรของหม่องทินแหว่ง ขุนโจรพม่าผู้มีอิทธิพลใหญ่ยิ่ง และมีไพร่พลอาวุธยุทโธปกรณ์มากมาย กองทหารที่ยกมาปราบถูกโจมตีแตกพ่ายไปหลายครั้ง
อีกสักครู่หนึ่ง แม่สาวปทุมทิพย์ก็เดินนำหน้าพาชายชรารูปร่างอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ย ออกมาจากกระท่อมหลังนั้น ชายชราผู้นี้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ราวกับพี่น้องฝาแฝด เขาคือหม่องทินแหว่งยอดขุนโจรแห่งพม่านั่นเอง
พี่หม่องกับท่านเจ้าคุณต่างตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกันและจ้อง มองกันแทบไม่กระพริบตา หากเจ้าคุณนุ่งสะโหร่งสวมเสื้อกุยเฮงแล้ว ก็คงจะไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใครเพราะเหมือนกัน
- ๖ -
มะส่วยกล่าวกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม
“คุณลุงขา หนูขอแนะนำคุณลุงให้รู้จักกับคุณพ่อของหนูค่ะ” แล้วหล่อนก็หันมาทางหม่องทินแหว่ง “คุณพ่อคะ นี่ท่านเจ้าคุณปัจจนึกพินาศค่ะ”
หม่องทินแหว่งไม่สู้จะพอใจเจ้าคุณปัจจนึกฯนัก เขายกมือไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างเสียไม่ได้แล้วพูดห้วน ๆ
“ก่อนที่เจ้าคุณจะเป็นมิตรกับผม โปรดถอดหัวล้านจำลองที่ศีรษะของเจ้าคุณออกเสียก่อนเถอะครับ”
เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่นแยกเขี้ยว แล้วเอ็ดตะโรลั่น
“ของจริงโว้ยอ้ายน้องชาย ไม่ใช่ของเก๊ วั่ทธ่อ...เรามันหัวอกอันเดียวกันน่า”
หม่องทินแหว่งทำหน้าชอบกล แล้วยิ้มสดชื่นปรี่เข้ามายื่นมือให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ จับ เขาพูดภาษาไทยได้ชัดเจนเช่นเดียวกับคนไทยทั้งหลาย
“ยินดีมากครับที่ได้รู้จักกับเจ้าคุณพี่ ทีแรกผมคิดว่าเจ้าคุณพี่สวมหัวล้านจำลองมาล้อผมเสียอีก”
ท่านเจ้าคุณยิ้มอาย ๆ
“มันล้านมานานแล้ว ตอนเป็นเด็กถูกผ้าอ้อมมันกัด”
ขุนโจรชราหัวเราะ
“หรือครับ ผมก็เหมือนกัน เฮ้อ ได้พบเจ้าคุณพี่ผมค่อยสบายใจหน่อย คิดว่าคนหัวล้านเลี่ยนเตียนโล่งในโลกนี้จะมีแต่ผมเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่แท้ก็มีเจ้าคุณพี่อีกคนหนึ่ง” พูดจบพี่หม่องก็หัวเราะงอหาย
ต่อจากนั้นมะส่วยก็แนะนำให้บิดาของหล่อนได้รู้จักกับคณะพรรคสี สหาย เป็นรายตัวรวมทั้งแห้วด้วย หม่องทินแหว่งได้โอภาปราศรัยด้วยเป็นอย่างดี แล้วก็กล่าวกับสี่สหายว่า
“อาขอบอกพวกเธอเสียก่อนว่า ถึงแม้พม่ากับไทยไม่ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน แต่คนไทยคนไหนจะมาล้อถึงกบาลอาไม่ได้เป็นอันขาด หรือจะพูดเหน็บแนมโดยเจตนาหรือไม่ก็ไม่ได้”
นิกรหัวเราะหึๆ
“ชี้แจงให้พวกผมเข้าใจเสียก่อนซีครับ คุณอาห้ามพูดอะไรบ้างครับ”
หม่องทินแหว่งพูดพลางยกมือขึ้นนับนิ้ว
“ล้าน เลี่ยน เตียน โล่ง เหน่ง เหม่ง ใส ลื่นไถล ถลอก นกตะกรุม ลูกมะอึก ทุ่งหมาหลง ดงข้างข้าม ง่ามเทโพ ชะโดตีแปลง แร้งกระพือปีก ฉีกขวานฟาด ราชครึงเครา พูดไม่ได้ทั้งนั้น”
นิกรพยักหน้ารับทราบ
“เจ๊งเหม่งพูดได้ไหมครับ”
“ไม่ได้โว้ย” พี่หม่องตวาด
เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นเบา ๆ
“รับประทานอย่างเหม็นตุๆ ยังงี้พูดได้ไหมครับ”
หม่องทินแหว่งกระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาทันที แต่มะส่วยแย่งปืนไว้ได้ก่อนที่ขุนโจรจะสังหารเจ้าแห้ว เขาโกรธเจ้าแห้วจนตัวสั่น
“ถ้ามึงพูดเหม็นตุๆ กูยิงทิ้งเลย”
เจ้าแห้วยิ้มแห้ง ๆ เย็นวาบไปหมดทั้งตัว แล้วยกมือไหว้หม่องทินแหว่ง
“ถามดูนิดเดียวก็ไม่ได้” เจ้าแห้วพูดเสียงอ่อยน่าสงสาร
เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบหลังพี่หม่องเบาๆ
“ใจเย็นๆ น่าอ้ายน้องชาย พี่น่ะถูกอ้ายพวกนี้มันล้อซะจมไปเลย ถ้าเราโกรธมันก็ล้อเราเรื่อย แต่ถ้าเราทำไม่รู้ไม่ชี้มันก็เลิกล้อเราไปเอง”
พี่หม่องยิ้มออกมาได้
“หรือครับ เอ –ถ้าจะจริง ผมน่ะยิงลูกน้องตายเดือนหนึ่งหลายสิบศพล้วนแต่มันล้อกบาลผมทั้งนั้น ต่อนี้ไปเห็นจะต้องทำใจเย็นอย่างเจ้าคุณพี่บ้าง ความจริงเจ้าคุณพี่กับผมล้านแบบเดียวกันเลยนะครับ”
อาเสี่ยพูดสอดขึ้นเบา ๆ
“อย่างคุณอาทั้งสองเขาเรียกว่าทุ่งหมาหลงครับ”
เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันควับมาทางกิมหงวน ยกเท้าขวาเตะอาเสี่ยเต็มเหนี่ยว แต่กิมหงวนรีบยกแขนขึ้นปิดป้องเท้าของเจ้าคุณถูกศอกของอาเสี่ยอย่างจัง ความเจ็บปวดทำให้ท่านร้องครางน่าสงสารและรีบทรุดตัวลงนั่งทันที
“โอ๊ย-อ้ายหงวน......มึง......ไม่ยอมแล้ว”
ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ เดินเข้ามาประคองพ่อตาของเขาให้ลุกขึ้น
“คุณพ่อไม่ควรไปเตะมันนี่ครับ”
หม่องทินแหว่งอดหัวเราะไม่ได้ เขาเชิญท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะพรรคสี่สหายเข้าไปในกระท่อมของเขา สั่งให้คนของเขาจัดบุหรี่และเครื่องดื่มมาต้อนรับทันที
ทุกคนนั่งรวมกลุ่มอยู่ที่โต๊ะเก้าอี้รับแขก หม่องทินแหว่งเริ่มสัมภาษณ์คณะพรรคสี่สหายทันที
“เจ้าหลานชาย มะส่วยเล่าให้อาฟังว่า พวกเธอได้ช่วยชีวิตมะส่วยไว้ที่แดนดาวร้าย เป็นความจริงใช่ไหม”
สี่สหายหน้าตื่นไปตามกันเพราะไม่ได้มีการนัดหมายกับมะส่วยมาก่อน แม่สาวอกใหญ่เห็นคณะพรรคสี่สหายอ้ำอึ้งก็รีบพูดขึ้น
“ถูกแล้วค่ะคุณพ่อ พวกโจรที่นั่นมันลวนลามหนูและปลุกปล้ำหนูค่ะ อ้ายสัตว์นรกรูปร่างสูงชะลูดคนหนึ่งมันปล้ำจูบหนู...”
อาเสี่ยสำลักน้ำลายดังลั่น นิกรรู้แล้วว่ามะส่วยโกหกบิดาของหล่อน เพื่อให้ท่านหม่องรักใคร่พอใจพวกตนจึงกล่าวขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“เรื่องมันเป็นยังงี้ครับ ผมจะเล่าให้คุณพ่อฟัง”
หม่องทินแหว่งสะดุ้งโหยง
“เรียกอาดีกว่าอ้ายหลานชาย ขืนเรียกพ่อประเดี๋ยวก็จะเกิดยิงกันขึ้นเท่านั้น เรื่องราวมันเป็นยังไงลองเล่าให้อาฟังซิ”
นายจอมทะเล้นยืดหน้าอกขึ้น แล้วโกหกอย่างคล่องแคล่ว
“คือยังงี้ครับ อ้า-มะส่วยได้เดินทางไปที่แดนอาชญากรเพื่อหาซื้อปืนและกระสุนปืนเถื่อน เมื่อมะส่วยเข้าไปในโรงเตี๊ยมพวกนักเลงที่นั่นก็เริ่มลวนลามเธอทันที มีการจับมือถือแขนและปลุกปล้ำ มะส่วยได้ต่อยพวกผู้ร้ายคว่ำไปหลายคน”
หม่องทินแหว่งยิ้มแป้น
“ลูกของอาแน่นัก เก่งกว่าอูลี่จูอีก แล้วยังไงหลานชาย”
“อ้ายเสือคนหนึ่งถูกเตะคอหักครับ ลงไปชักดิ้นชักงอ แต่แล้วมันก็ชักปืนออกมาจะยิงหล่อน ผมแลเห็นเช่นนั้น ก็ชักปืนออกมายิงอ้ายเสือแก้วเสียก่อน คราวนี้เกิดยิงกันใหญ่ครับ”
“ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร” หม่องทินแหว่งพูดต่อ
“ครับ ยิงกันสนั่นหวั่นไหว มะส่วยหลบอยู่ใต้โต๊ะข้างๆ ผม ผมหลบหลีกลูกปืนจนเมื่อยคอไปหมด พวกผู้ช่วยกันยิงมาที่เรา พวกผมก็ช่วยกันยิงผู้ร้ายผมจำได้ว่าผมยิงอ้ายเคราดกคนหนึ่ง ถูกเคราขาดไปทั้งกระจุก เรารบกันเกือบครึ่งชั่วโมงผู้ร้ายก็แพ้เรา นอนตายเกลื่อนกลาดไปหมด แล้วพวกผมก็พามะส่วยมาส่งเพราะเกรงว่าพวกผู้ร้ายจะดักเล่นงานกลางทาง”
หม่องทินแหว่งถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เก่งมาคุณนิกร เอาละ อาจะยอมเชื่อเธอ เรื่องนี้ตื่นเต้นดีเหลือเกินอาขอขอบคุณอย่างยิ่ง ที่พวกเธออุตส่าห์พามะส่วยมาส่ง อากับลูกจะไม่ลืมบุญคุณของพวกเธอเลย”
นิกรยิ้มแห้ง ๆ
“อุตส่าห์เชื่อผมซะหน่อยนะครับ คนอย่างผมถ้าไม่จำเป็นแล้วไม่โกหกใครหร็อกครับคุณพ่อ”
หม่องทินแหว่งทำคอย่น เอื้อมมือแตะด้ามปืนพก
“คุณพ่ออีกแล้ว เดี๋ยวยิงตายห่าเลย”
นิกรรีบยกมือไหว้
“ขอโทษทีครับ ผมเผลอไปจริง ๆ อ้า-ผมทราบจากมะส่วยว่าคืนนี้คุณอาจะมีงานรื่นเริงฉลองครบรอบปีที่ ๑๐ แห่งการเป็นโจรของคุณอาใช่ไหมครับ”
หม่องทินแหว่งพยักหน้า
“ถูกแล้ว อาขอเชิญพวกเธอและเจ้าคุณพี่ร่วมรื่นเริงด้วย นึกว่าเราเป็นญาติกันก็แล้วกัน อ้อ-เหล้ามาแล้วดื่มเหล้ากันเสียหน่อยซีนะพวกเรา”
คนของหม่องสองคนนำสุรา และกับแกล้มมาให้ ต่อจากนั้นขุนโจรผู้ยิ่งใหญ่ก็เลี้ยงเหล้าคณะพรรคสี่สหายและพูดคุยกันอย่าง สนิทสนม

ตอนพลบค่ำคืนวันนั้นเอง
หม่องทินแหว่ง ขุนโจรผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้จัดให้มีการกินเลี้ยงในระหว่างสมุนโจรห้าร้อยของเขา ซึ่งงานนี้เป็นงานฉลองครบรอบปีที่ ๑๐ ที่เขาได้ตั้งตนเป็นนายโจร และสามารถประกอบอาชีพด้วยการปล้นสะดมภ์มาด้วยดี โดยไม่เคยปรากฏว่าทินแหว่งเพลี่ยงพล้ำเสียทีแก่ฝ่ายเจ้าทรัพย์หรือเจ้า พนักงานตำรวจ
หม่องทินแหว่งผู้นี้มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะปลดแอกไถ จากอังกฤษ เขาได้ใช้เวลานานนับสิบปีสะสมไพร่พลเสบียงอาหาร และอาวุธยุทธภัณฑ์ไว้มากมาย เคยปรากฏว่ากองทหารพม่า ซึ่งมีนายทหารอังกฤษเป็นผู้บังคับบัญชาหรือกองตำรวจภูธร ได้ยกมาโจมตีเพื่อปราบปรามหม่องทินแหว่ง กับพรรคพวกของเขา แต่แล้วกองทหารหรือกองตำรวจที่ถูกส่งมานั้นกลับถูกโจมตีแตกพ่ายยับเยิน ต้องสูญเสียไพร่พลและอาวุธโธปกรณ์มากมาย
ครั้นเมื่อพม่าได้รับเอกราช หม่องทินแหว่งได้ส่งผู้แทนไปเจรจากับคณะรัฐบาลพม่า ขอดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่ไม่เป็นที่ตกลง ดังนั้นหม่องทินแหว่งก็ประกาศตนเป็นโจรต่อไป เขาได้ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าเขาจะยึดอาชีพเป็นโจรไปจนกว่าเขาจะสิ้น ชีวิต ขณะนี้หม่องทินแหว่งมีพลรบประมาณห้าร้อยเศษ ซึ่งไพร่พลของเขาเหล่านี้ล้วนแต่กล้าหาญบึกบึน มีความทรหดอดทน และเชี่ยวชาญในการรบ หม่องทินแหว่งได้ปกครองสมุนโจรของเขาโดยอาศัยพระเดชและพระคุณประกอบกัน เขาเป็นที่รักแก่ไพร่พลของเขาโดยทั่วหน้า แทบจะกล่าวได้ว่าบริวารของเขานั้นทุกคนยอมตายแทนเขาได้
ท่ามกลางแสงไฟ จากกองเพลิงที่จุดไว้โดยรอบบริเวณลานกว้างเบื้องหน้าหมู่บ้านของพวกโจร คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้นั่งล้อมวงร่วมรับประทานอาหาร กับหม่องทินแหว่งและมะส่วยแม่สาวงาม พร้อมด้วยเจ้าหนุ่มพม่าร่างใหญ่อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นรองหัวหน้าโจร เขาผู้มีนามว่าหม่องลงแผ่ ซึ่งเจ้าหนุ่มผู้นี้มีศักดิ์เป็นหลานของขุนโจรผู้ยิ่งใหญ่นั่นเอง
บรรดาสมุนโจรทั้งหลายได้นั่งกันเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละสิบคนเป็นอย่างน้อย ทุกๆกลุ่มเหล้ายาอาหารและผลไม้อย่างเหลือเฟือ นับว่าเป็นการกินเลี้ยงและเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่โตมโหฬารที่สุด
หม่องทินแหว่งได้ออกคำสั่ง เมื่อตอนเย็นนี้ว่าให้สมุนโจรทั้งหลายสนุกสนานรื่นเริงกันเต็มที่ แต่ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดทะเลาะวิวาท ถึงกับมีการแจกปืนแจกหมากแจกแว่นหรือแจกมีดไม้กัน
หม่องทินแหว่งเกลียดการทะเลาะวิวาทในหมู่คณะเป็นที่สุด เขาได้พร่ำอบรมสั่งสอนไพร่พลของเขาอยู่เสมอ ให้มีความสามัคคีธรรมต่อกัน พี่หม่องรู้ดีว่า ถ้าหากว่าสมุนของเขาเกิดแตกแยกสามัคคีกันแล้ว กองโจรของเขาก็จะต้องพินาศฉิบหาย อย่างไม่ต้องสงสัย หม่องทินแหว่งคาดโทษอย่างหนัก หากสมุนโจรคนใดเมาสุราอาละวาดชกต่อยกับเพื่อนฝูงและไต่สวนได้ความสัตย์จริง แล้ว จะถูกเขายิงทิ้งโดยไม่ปรานี
ขุนโจรผู้นี้ตามปกติไม่ชอบดื่มเหล้า เพราะถ้าหากว่าเขาดื่มเหล้าเข้าไปแล้ว เขาจะต้องมันเขี้ยวดื่มโดยไม่ยับยั้ง คือดื่มจนกระทั่งเมามายหมดสติสัมปชัญญะ ทุกรอบปีที่มีงานรื่นเริงประจำปี หม่องทินแหว่งเมาเหล้าจนกระทั่งฟุบไป หรือมิเช่นนั้นก็ไม่มีสติ
เมื่อเหล้าเข้าปาก ทุกคนก็สนุกสนานเฮฮากัน หม่องทินแหว่งท้าเสี่ยหงวนดื่มเหล้าแข่งกับเขา
“อ้ายหลานชาย เจ้าคุณพี่ท่านบอกว่าเธอเป็นนักดื่มคอเหล็ก ลองดูกับอาไหมล่ะ ว่าใครจะแน่กว่าใคร”
เสี่ยหงวนลืมตาโพลง แล้วพูดเสียงลิ้นไก่พันกัน
“อย่า ๆ ๆ มือชั้นผมแล้วพี่หม่องจะสู้ผมเชียวหรือ”
ขุนโจรสะดุ้งเฮือก
“อาโว้ย ไม่ใช่พี่ เจ้าน่ะมันเด็กวานซืนนี้”
อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ
“เอายังงี้ดีกว่าอาหม่อง เราดื่มกันคนละขวด.....” เสี่ยหงวนพูดเสียงอ้อแอ้ แทบจะฟังไม่เป็นภาษามนุษย์ ยกขวดขึ้นดื่มพร้อมๆ กัน ดื่มทีละขวด ใครเมาฟุบไปก่อนคนนั้นก็แพ้ หรือยังไงอาหม่อง”
พี่หม่องหัวเราะหึ ๆ
“ตกลง-อ้ายหลานชาย”
ครั้นแล้ว การพนันดื่มเหล้าก็เริ่มต้น หม่องทินแหว่งหยิบขวดเหล้าเถื่อนส่งให้เสี่ยหงวนหนึ่งขวด เขาถือไว้หนึ่งขวด เขาพยักหน้าให้เสี่ยหงวนพลางพูดยิ้ม ๆ
“มา-อ้ายหลานชาย นับหนึ่งสองสามยกขึ้นดื่มรวดเดียวให้หมดขวดเลย ถ้าหากว่าอาแพ้แก อาจะให้เงินแกหนึ่งหมื่น แต่ถ้าหากว่าแกแพ้อาล่ะ แกจะให้อะไรอา”
อาเสี่ยรู้สึกชอบใจ ในน้ำใจอันกว้างขวางของขุนโจรผู้นี้อย่างยิ่ง ชั่วเวลาเพียงเล็กน้อยที่ได้รู้จักกัน หม่องทินแหว่งก็ให้ความสนิทสนมคุ้นเคยกับคณะพรรคสี่สหายราวกับว่าเป็นญาติ กัน
“ถ้าผมแพ้อาหม่อง ผมจะให้เงินอาหม่องหนึ่งหมื่นเช่นเดียวกัน”
คราวนี้พี่หม่องหัวเราะงอหาย มิหนำซ้ำยกมือทั้งสองจี้เอวตัวเองเพื่อช่วยให้หัวเราะดังขึ้น ทุกครั้งที่หม่องทินแหว่งกินเหล้า เขาจะต้องเอะอะอาละวาดอย่างสุดเหวี่ยง
“มา-อ้ายหลานชาย ให้มันรู้ดีรู้ชั่วกันวันนี้แหละว่าแกกับอาใครจะกินเหล้าเก่งกว่าใคร อาก็หนึ่งไม่มีสองเหมือนกัน”
กิมหงวนยักคิ้วแผล็บ
“ผมก็สองไม่มีสามเหมือนกัน”
นิกรพูดขึ้นเสียงคับปาก เพราะมีอาหารอยู่ในปากจนเต็ม
“ใครจะกินอาหารแช่งกับข้าพเจ้าบ้างก็ว่ามา ข้าพเจ้า เจ้าคุณนิกร การุณวงศ์ล่อไก่ย่างเป็นตัวที่สี่แล้ว รับรองว่าคืนวันนี้ข้าพเจ้ายอมตาย ในราวสี่ทุ่มเศษโปรดคอยฟังเสียงระเบิดจากท้องข้าพเจ้า ขณะนี้หลามขึ้นมาถึงคอหอยแล้ว” พูดจบนิกรก็ทำคอขย้อนเหมือนกับจะอ้วก แล้วพูดกับนายแพทย์หนุ่ม “เฮ้ย-หมอ ช่วยหาด้ามไม้กวาดมาแยงคอหอยกันหน่อยเถอะวะ ไก่ย่างยังมีอีกตั้งสิบกว่าตัวเต็มถาด กันจะต้องถือสุภาษิตเยอรมัน คือ..ท้องแตกดีกว่าของเหลือ”
หม่องทินแหว่งมองดูนิกรแล้วเขาพูดขึ้นด้วยเสียงเอ็ดตะโร
“ทุกคนคอยดูการแข่งกันกินเหล้า ระหว่างข้ากับเสี่ยหงวนหลานชายที่รักของข้า วันนี้พม่าสู้ตาย”
หม่องลงแผ่ หลานชายของหม่องทินแหว่งเอื้อมมือจับแขนขุนโจรผู้เป็นอา แล้วพูดเตือนสติ
“อาครับ อย่าดื่มให้มากนักเลยครับ อาอย่าลืมว่าข่าวที่เราได้รับว่า กองทหารของรัฐบาลหนึ่งกองพันกำลังยกมาปราบปรามพวกเรานั้น ไม่ใช่ข่าวเหลวไหลไร้สาระ ถ้าบังเอิญกองทหารยกมาถึงคืนวันนี้ และอาเกิดเมาเหล้าจนไม่มีสติ ใครจะบัญชาการรบล่ะครับ”
พี่หม่องมองดูหลานชายของเขาอย่างเคือง ๆ
“มึงไม่ต้องมาเตือนกู กูไม่ใช่ลูกมึง เรื่องของคนหมาไม่ต้องเกี่ยว”
หม่องลงแผ่ทำหน้าชอบกล มีท่าทีเหมือนกับจะลงนอนลงแผ่ด้วยความรำคาญใจ และห่วงใยอาของเขา
“ถ้ายังงั้นก็ตามใจเถอะครับ ดื่มให้เส้นโลหิตแตกตายเสียก็ดีเหมือนกัน”
“เออ-ช่างกู” แล้วหม่องทินแหว่งก็หันมายิ้มกับเสี่ยหงวน “เตรียมตัวอ้ายหลานชาย หนึ่ง...สอง...สาม”
กิมหงวนกับขุนโจรอาวุโสต่างยกขวดเหล้าขึ้นดื่มๆ อั้กพร้อมๆ กัน มันเป็นการดื่มที่น่ากลัวที่สุด เพียงครู่เดียวเท่านั้น เหล้าเถื่อนก็หมดขวด ทั้งสองทำเวลาได้ไล่เลี่ยกัน
หม่องทินแหว่ง หยิบขวดเหล้าเถื่อนขึ้นมาอีกสองขวด เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวห้ามทันที
“อ๊ะ-หม่อง...พอกันทีอ้ายน้องชาย กินข้าวรองท้องเสียบ้าง ประเดี๋ยวค่อยแข่งขันกันอีก ขืนดื่มอย่างนี้อีกขวดเดียวตายแน่”
หม่องทินแหว่งทำตาปริบ ๆ
“ถึงตายเชียวหรือครับคุณพี่”
“ทำไมจะไม่ตายล่ะ เหล้าไม่ใช่น้ำประปานี่นะ เราร้องรำทำเพลงกันเถอะน่าอ้ายน้องชาย ถ้ารักจะแข่งขันกันละก้อ เอาไว้แข่งกันกันตอนดึกๆ ดีกว่า”
พล พัชราภรณ์ แกล้งพูดขึ้น เพราะไม่อยากจะให้หม่องทินแหว่งกับเพื่อนเกลอของเขาต้องตายด้วยการดื่มเหล้ามากเกินควร
“เล่นร้องเพลงกันดีกว่าครับอาหม่อง ร้องเพลงกันคนละเพลง อาหม่องร้องเพลงพม่าก่อน แล้วพวกผมจะร้องเพลงไทยให้ฟัง”
หม่องทินแหว่งโบกมือ แล้วพูดเสียงอ้อแอ้
“ร้องเพลงน่ะมันเรื่องของผู้หญิงโว้ย พวกเราอย่าร้องดีกว่า”
เจ้าคุณปัจจนึกฯพูดเสริมขึ้น
“หาอย่างอื่นเล่นสนุกๆ ดีกว่าอ้ายน้องชาย”
“เล่นอะไรดีล่ะครับเจ้าคุณพี่”
นิกรพูดขึ้นเบา ๆ
“เล่นหัวล้านชนกันดีไหมครับ”
คราวนี้หม่องทินแหว่งหัวเราะก้าก
“มา-เจ้าคุณพี่ ลองมาชนกับผมดูสักครั้ง หัวของใครจะแข็งกว่ากัน อย่างเจ้าคุณพี่อย่างนี้ ผมชนเปรี้ยงเดียวหัวสมองแบะเลย เอาไหมล่ะครับ”
คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯชักฉิว
“ไม่เล่นโว้ย” ท่านเอ็ดตะโรลั่น “มีอย่างที่ไหนวะเล่นหัวล้านชนกัน ของมันชนกันได้เมื่อไหร่เล่า”
เสี่ยหงวนหัวเราะงอหาย
“นั่นน่ะซีครับ ต่างคนต่างมันแผล็บด้วยกันทั้งคู่อย่างนี้แล้ว ต่อให้ชนกันสามวันสามคืนก็ไม่ถูก เพราะมันลื่นไถลไปหมด”
มะส่วยแม่สาวงามไม่อยากจะให้บิดาของหล่อนดื่มเหล้ามากจนเกินควร จึงกล่าวกับขุนโจรว่า
“คุณพ่อคะ นี่ก็สามทุ่มกว่าเห็นจะได้ เมื่อไรจะเริ่มลงมือแสดงการฟ้อนรำ ตามประเพณีของเราเสียทีล่ะคะ”
หม่องทินแหว่งหันมามองดูธิดาของเขา
“อ้ายนี่โกหกพ่อแล้ว นึกว่าพ่อเมาหรือวะ ตะวันเพิ่งตกดินเมื่อครู่นี้เองบอกได้ว่าสามทุ่มกว่า” แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่นิกร “ดูเวลาซิ อ้ายหลานชายกี่โมงแล้ว”
นายจอมทะเล้นยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วยิ้มแห้ง ๆ
“นาฬิกาของผมไม่มีเครื่องหรอกครับ อาหม่อง”
“บ๊ะแล้ว แล้วเอ็งผูกหาหอกอะไรกันวะ”
นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย
“ผูกไว้โก้ๆ อย่างนั้นแหละครับ”
นายพัชราภรณ์ รีบยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วแกล้งโกหกพี่หม่อง
“สามทุ่มครึ่งแล้วครับอาหม่อง”
หม่องทินแหว่งลืมตาโพลง
“งั้นเรอะ เตรียมตัวเถอะโว้ยพวกเรา ถึงเวลาสนุกสนานกันแล้ว การฟ้อนรำพม่าแทงกบเป็นประเพณีของพวกเรา” แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ “เจ้าคุณพี่ต้องช่วยผมตีกลองนะครับ ผมอยากจะเห็นฝีมือตีกลองยาวของคนไทยนัก ได้ข่าวว่าตีได้เด็ดขาดมาก”
เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“พูดแล้วจะว่าคุย อ้ายน้องชาย พี่เมื่อหนุ่มๆ มีฝีมือตีกลองยาวอย่างยอดเยี่ยมทีเดียว เคยหนีโรงเรียนแอบไปตีกลองยาวบ่อย ๆ เมื่อถึงคราวที่เขาบวชนาคกัน ก่อนเข้าพรรษา นักตีกลองยาวที่ดีนั้น นอกจากจะมีเม็ดก้านในการตีกลองถูกต้องตามจังหวะแล้ว จะต้องรำได้ดีด้วย”
หม่องทินแหว่งหัวเราะอย่างสะลึมสะลือ
“ถูกแล้วครับ เจ้าคุณพี่ ผมกล้ารับรองว่าฝีมือตีกลองยาวของเจ้าคุณพี่ ถึงอย่างไรก็สู้ผมไม่ได้ เพราะกลองยาวนั้นเป็นของพม่ามาตั้งแต่ดั้งเดิม”
ครั้นแล้ว ขุนโจรก็ชวนคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว มะส่วยกับหม่องลงแผ่ลุกขึ้นพาเดินไปยังวงดนตรี หม่องทินแหว่งเดินโซเซแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง
“พี่น้องทั้งหลายโว้ย ขอให้พวกเราทุกคนมาร่วมสนุกกันด้วยการฟ้อนรำพม่าแทงกบ”
สิ้นคำประกาศของขุนโจร เสียงโห่ร้องของพวกบริวารก็กังวานไปไกล ทันใดนั้นเอง เสียงกลองยาวก็ครางกระหึ่มขึ้น ระคนกับเสียงฉาบและเสียงกรับ
แม่สาวงามชาวพม่า หลายต่อหลายนางต่างลุกขึ้นร่ายรำตามจังหวะกลอง หญิงสาวเหล่านี้ล้วนแต่เป็นภรรยาและลูกสาวพวกโจร ตะละนางแฉล้มแช่มช้อยสวมเสื้อผ้าเป็นจุด ๆ คล้ายกับลายของกบ ที่ศีรษะสวมหัวกบ ซึ่งทำจำลองขึ้นมีรูปลักษณะเหมือนกับศีรษะของกบทั้งหลาย
แม่สาวงามเหล่านี้ฟ้อนรำอยู่สักครู่ พวกผู้ชายก็ลุกขึ้นถือหอกเต้นกำเข้ามา และจับคู่กันเป็นคู่ๆ
คณะพรรคสี่สหายของเรากับเจ้าแห้วถือโอกาสร่วมแสดงการฟ้อนรำ พม่าแทงกบกับเขาด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับหม่องทินแหว่งสะพายกลองยาวคนละใบ แล้วตีกลองลอยหน้าเฉิบๆรำป้อไปมา ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดื่มเหล้าเข้าไปมาก จิตใจของท่านก็คึกคักเข้มแข็งราวกับคนหนุ่ม ท่านตีกลองยาวพลางร้องเพลงพลาง ซึ่งเพลงที่ร้องเป็นเพลงของนักกลองยาวนั่นเอง
“มาละโหวยมาละวา มาแต่ของเขา ของเราไม่มา ตะละลา”
เสียงกลองยาวดังสนั่นหวั่นไหว เสี่ยหงวนกับนิกรถือหอกเต้นก๋าเข้าไปหามะส่วย ธิดาสาวของขุนโจรซึ่งกำลังร่ายรำส่ายสะโพกไปมาอย่างน่าดู อาเสี่ยร้องเพลงพม่าแทงกบเสียงลั่น พลกับ ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วช่วยกันร้องด้วย
“ค่ำคืนเดือนหงายพม่าขี่ควายจะออกไปแทงกบ เลเล้เลเหล เลเล้เลเล หยิบหอกมาถืออีกมือถือคบ กบมันร้องโอ๊บ ๆ เราส่องคบเข้าไปดู จะผูกอ้ายโทนไว้ที่โคนประดู่ ขยับย่องป้องหู เอาหอกชูเงื้อแทง เลเล้เลเหล เลเล้เลเล
ได้กบมากหลาย พม่าชอบใจ เอาหอกสะพายยิ้มแฉ่ง เลเล้เลเหล เลเล้เลเล...จะถกหนังเอามันย่างไฟแดง บ้างเอาลงหม้อแกง บ้างผัดพะแนงใบกะเพรา จะผัดเปรี้ยวหวานรับประทานแกล้มเหล้า อ้ายตัวไหนยังสาวเอาต้มยำโฮกอือ เลเล้เลเหลเลเล้เลเล”
เสี่ยหงวนรำป้อไปมารอบ ๆ มะส่วย ทำท่าเหมือนกับจะแทงหล่อน แม่สาวงามหลบหลีกอย่างคล่องแคล่ว เมื่อเห็นกิมหงวนเข้ามาชิดตัวหล่อนจนเกินไป มะส่วยก็ยกฝ่ามือผลักหน้าอาเสี่ยเซถลาออกไปหลายก้าว
ท่ามกลางเสียงเพลง เสียงกลอง ท่ามกลางความสนุกสนานเบิกบานใจ ของพวกสมุนโจรทั้งหลายและคณะพรรคสี่สหาย สัญญาณอันตรายก็ปรากฏขึ้นเหนือน่านฟ้า
พลุสัญญาณดวงหนึ่งถูกยิงจากยามรักษาการณ์ของหม่องทินแหว่งคน หนึ่ง ระเบิดกลางอากาศสีเขียวนวลสว่างจ้า การฟ้อนรำพม่าแทงกบสิ้นสุดลงทันที พวกสมุนโจรต่างมองดูพลุดวงนั้น ด้วยความประหวั่นพรั่นใจ มะส่วยวิ่งเข้ามาหาบิดาของหล่อน แล้วชี้ให้ดูพลุไฟที่ปรากฏอยู่ทางทิศตะวันตก ห่างจากค่ายโจรประมาณสองกิโลเมตร
“คุณพ่อ คุณพ่อคะ แลเห็นพลุไฟโน่นไหมคะ กองทหารของรัฐบาลคงจะยกมาถึงนี่แล้ว ยามของเราจึงได้ยิงพลุไฟเป็นสัญญาณเพื่อให้เราเตรียมตัวต่อสู้หรือหลบหนี ทหารจะมาจับกุมหรือปราบปรามเรา”
หม่องทินแหว่งยืนสะลึมสะลือ ใบหน้าแดงก่ำด้วยแอลกอฮอลล์ เขาเมาจนแทบจะครองสติไม่ได้
“พลุไฟอะไรกันวะอีหนู”
มะส่วยถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ก็พลุสัญญาณของพวกเราน่ะซีคะ”
หม่องทินแหว่งผลักลูกสาวของเขาเซออกไปแล้วตีกลองยาวต่อไป เขาหารู้ไม่ว่าขณะนี้สมุนของเขากำลังเต็มไปด้วยความวิตกเป็นทุกข์ เพราะการปะทะกับกองทหารของรัฐบาลนั้น ย่อมเป็นการเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตที่สุด เนื่องจากทหารมีอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นอย่างดี และได้รับการฝึกหัดสั่งสอนในวิชารบมาอย่างชำนิชำนาญดีแล้ว
คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณฯ และเจ้าแห้วกับหม่องลงแผ่ พากันเข้ามาห้อมล้อมหม่องทินแหว่ง ท่านเจ้าคุณรีบปลดกลองยาวออกจากบ่าของขุนโจร ส่งกลองให้เจ้าแห้ว แล้วท่านก็กล่าวกับหม่องทินแหว่งอย่างเป็นการเป็นงาน
“น้องชาย ความคับขันเกิดขึ้นแก่พวกเราแล้วจะสั่งการต่อสู้อย่างไรก็ว่ามา พวกบริวารทั้งหลายกำลังรอคอยฟังคำสั่งของแกอยู่”
“สู้ใคร” หม่องทินแหว่งถามเสียงอ้อแอ้
“อ้าว –ก็สู้กับทาหารที่เขาจะมาจับหรือมาปราบปรามพวกเราน่ะซี”
หม่องทินแหว่งหัวเราะ
“เมาจะตายห่าอย่างนี้จะไปสู้กับเขาได้อย่างไร เอื๊อก..”
มะส่วยกล่าวกับลูกผู้พี่ของหล่อน อย่างเป็นการเป็นงาน
“พี่-ช่วยกันพาคุณพ่อไปที่กระท่อมของเราเถอะและสำหรับตัวของ พี่ พี่อาจจะต้องปฏิบัติหน้าที่นายโจรแทนคุณพ่อ ถ้าหากว่ากองทหารของรัฐบาลยกเข้ามาถึงซ่องโจรของเรา”
หม่องลงแผ่หน้าจ๋อย
“ไม่ได้หรอกมะส่วย พี่มีความสามารถเป็นได้แต่เพียงรองหัวหน้าเท่านั้น พี่รู้ตัวดีว่าสมุนของเราทั้งหมดนี้จะยอมอยู่ในบังคับบัญชาของอาหม่องคน เดียวเท่านั้น ผิดจากอาหม่องแล้วจะเป็นพี่หรือเธอก็ตาม ย่อมไม่อาจจะปกครองพวกเขาได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเขาไม่เชื่อความรู้ความสามารถของเรานั่นเอง”
นายพัชราภรณ์พูดเสริมขึ้น
“อย่างเพิ่งโต้เถียงกันเลยมะส่วย รีบพาคุณพ่อของเธอไปที่กระท่อมที่พักเถอะ หาน้ำเย็นลูบหน้าให้ท่าน และพยายามช่วยเหลือท่านให้สร่างเมาได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี หากกองทหารรัฐบาลยกเข้าจู่โจมในเวลาเช่นนี้ ฉันคิดว่าไพร่พลของคุณพ่อเธอทั้งหมดนี้คงจะเกิดการระส่ำระสายควบคุมกันไม่ ติด เว้นแต่ว่าคุณพ่อของเธอหายเมาสามารถปฏิบัติหน้าที่บัญชาการรบได้”
แล้วพลกับ ดร.ดิเรกก็ช่วยกันประคองปีกหม่องทินแหว่งขุนโจรผู้ยิ่งใหญ่ ไปยังกระท่อมที่พักของเขา เสี่ยหงวนกับนิกร เจ้าแห้ว มะส่วยและหม่องลงแผ่ติดตามมาด้วย พี่หม่องกำลังเมาแอ๋เต็มที่ เขาร้องเพลง “พม่าแทงกบ” มาตลอดทาง
“เลเล้เลเหล เลเล้เลเล.....เลเล้เลเหล เลเล้เลเล.......ค่ำคืนเดือนคว่ำ พม่าคะมำตกควายขาเป๋ เลเล้เลเลเลเล้เลเล”
“เฮ้ย” เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น “ลำบากนักก็อย่าร้องเลยวะอ้ายน้องชาย”
หม่องทินแหว่งหัวเราะลงลูกคอเอิ๊ก เมื่อเข้ามาในกระท่อมอันกว้างขวางของเขา พี่หม่องก็เดินตุปดตุเป๋ไปยังเตียงนอนของเขา ล้มตัวลงนอนหงายเหยียดยาว
หม่องลงแผ่เข้ามายืนรวมกลุ่มกับคณะพรรคสี่สหายรองหัวหน้าโจรได้กล่าวขึ้นว่า
“เอายังไงกันดีครับ อาแกเมาจนหมดสติแล้ว ใครจะเป็นคนบัญชาการรบล่ะครับ สำหรับขอถอนตัวเด็ดขาด เพราะพวกบริวารไม่มีใครยอมปฏิบัติตามคำสั่งของผม”
นิกรพูดโพล่งขึ้น
“ถ้ายังงั้นกันทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแทนอาหม่องก็แล้วกัน”
หม่องลงแผ่หันมามองดูนายจอมทะเล้นอย่างเศร้าใจ
“ถ้าคุณเป็นหัวหน้า พวกผมก็คงจะยิงคุณทิ้งเสียเท่านั้น เพราะคุณไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะบัญชาการรบได้”
คณะพรรคสี่สหายต่างปรึกษาหารือกัน จนกระทั่งฝีเท้าม้าตัวหนึ่งดังขึ้นที่หน้ากระท่อม สักครู่ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา เขาตรงเข้ามาหาท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก้มศีรษะโค้งคำนับด้วยเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าคุณคือหม่องทินแหว่ง
“ข้าแต่ท่านผู้เป็นนายโจร ขณะนี้กองทหารของรัฐบาลไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ คนได้เคลื่อนกำลังเข้าสู่บริเวณหุบผาใหญ่นี้แล้ว”
เจ้าคุณปัจจนึกฯหัวเราะหึๆ
“เอ็งบอกข้าก็เหมือนกับสีซอให้ควายฟัง โน่นนายของเอ็งนอนสะลึมสะลืออยู่บนเตียงนอนนั่น กำลังฝันหวานทีเดียว”
ยามรักษาด่าน หรือกองคอยเหตุทำหน้าชอบกลหันไปมองดูหม่องทินแหว่งนายของเขาแล้วก็เปลี่ยน สายตามาที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ในที่สุดเขาก็กล่าวถามมะส่วย
“มะส่วย คุณช่วยบอกผมหน่อยเถิด นายของผมคนไหนแน่ ทำไมถึงเหมือนกันอย่างนี้ล่ะครับ หัวหูเตียนโล่งไปแตกต่างกันเลย”
เจ้าคุณปัจจนึกฯ เหวี่ยงลูกแปถูกก้นเจ้าหมอนั่นดังพั่บ
“นี่แน่ะ ทำไมถึงต้องพูดพาดพิงถึงกบาลข้าด้วย”
ยามคอยเหตุหัวเราะ มะส่วยกล่าวกับเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“แกรีบกลับไปประจำหน้าที่ของแกเถิด หม่องจาหวุ่น บอกพวกเราให้ต้านทานกองทหารที่ล่วงล้ำเข้ามาจนสุดความสามารถ เมื่อรับไว้ไม่อยู่ให้ล่าถอยมารวมกำลัง ให้ทุกคนทำการรบอย่างอิสระ และทำการยิงโดยประหยัดกระสุน”
หม่องจาหวุ่นรับคำสั่งของหล่อนแล้วรีบออกไปจากกระท่อมนั้น คณะพรรคสี่สหายพากันมองดูมะส่วยอย่างชื่นชม อาเสี่ยกล่าวกับมะส่วยว่า
“เธอสั่งงานได้ดีมากนะมะส่วย ขอให้เธอทำหน้าที่นายโจรแทนอาหม่องเถิด พวกเราทุกคนพร้อมแล้วที่จะความช่วยเหลือเธอ”
แม่สาวงามหน้าอกใหญ่ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ดิฉันเป็นไม่ได้หร็อกค่ะอาเสี่ย ความสามารถของดิฉันน้อยเกินไป ถึงแม้ดิฉันมีกำลังใจเข้มแข็งเด็ดขาด แต่ดิฉันก็ไม่ชำนาญในการรบพุ่ง โดยเฉพาะวิชายุทธวิธีดิฉันไม่เข้าอกเข้าใจอะไรเลย”
พลยิ้มให้หล่อนและหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ
“ถ้าเช่นนั้นขอให้คุณอาทำหน้าที่แทนอาหม่องเถอะครับ สวมรอยแสดงตัวเป็นอาหม่องเลย พวกสมุนของอาหม่องมันคงไม่รู้หร็อกครับ”
หม่องลงแผ่ลืมตาโพลง เขาเห็นพ้องด้วย
“จริง จริงครับ เจ้าคุณอาเหมาะเหลือเกินครับผม เชื่อว่าพวกสมุนของอาหม่องคงไม่มีใครรู้ความจริงในเรื่องนี้ เว้นแต่พวกเราเท่านั้น ตามธรรมดาพวกเราก็พูดภาษาไทยกัน อาหม่องสั่งงานด้วยภาษาไทยทั้งนั้น สมุนของอาหม่องล้วนแต่พูดไทยได้คล่องแคล่ว”
- ๗ -
เสี่ยหงวนกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที
“ตกลงเถอะครับ คุณอา ขืนร่ำไรกองทหารยกมาถึงนี่ พวกเราก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
ดร.ดิเรกพูดยิ้ม ๆ
“ออไร๋น์ ป๋าเป็นเหมาะที่สุด เพราะป๋าเคยเป็นนาทหาร ชำนาญการรบพุ่งดีอยู่แล้ว ข้าศึกสักล้านก็ไม่ต้องกลัว”
“อ้าว” เจ้าคุณปัจจนึกฯอุทาน “เดี๋ยวก็เตะเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง ชักทะลึ่งเสียแล้วอ้ายนี่”
มะส่วยเดินเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ
“คุณลุงขา ตกลงนะคะ เตรียมสั่งระดมไพร่พลของเราเดี๋ยวนี้แหละค่ะ”
ท่านเจ้าคุณยิ้มเล็กน้อย
“เอา-เมื่อทุกคนให้อาทำการแทนหัวหน้าโจร อาก็จะพยายามใช้ความรู้ความสามารถของอาให้ถึงที่สุด เพื่อทำการสู้รบกับกองทหารของรัฐบาล ซึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาจวนจะถึงรังของเราแล้ว” พูดจบท่านก็หันมาทางหม่องลงแผ่ “เตรียมพร้อมอ้ายหลานชาย ออกไปเรียกระดมไพร่พลของเราได้”
หม่องลงแผ่มีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้นทันที เขารับคำสั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้ววิ่งออกไปจากกระท่อม สักครู่หนึ่งเสียงแตรเดี่ยวสัญญาณระดมพลก็ดังขึ้นก้องกังวานไปทั่วหุบเขา ใหญ่
การสนุกสนานรื่นเริงได้สิ้นสุดลงทันที บรรดาสมุนโจรทั้งหลายต่างคว้าอาวุธปืนคู่มือของตนวิ่งมาเข้าแถวตามหมวดหมู่ กองโจรของหม่องทินแหว่งมีระเบียบแบบแผนคล้ายกับกองทหาร มีผู้บังคับบัญชาควบคุมตามลำดับชั้นนายหมู่ ถือคบเพลิงอยู่ในมือสำรวจจำนวนลูกแถวของเขา
หม่องลงแผ่นำกองโจรทั้งหมดเคลื่อนพลมา หยุดตั้งขบวนหน้ากระท่อมของหม่องทินแหว่ง รอคอยท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ
นายโจรตัวปลอมปรากฏตัวขึ้นแล้ว ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินออมาจากกระท่อม ที่บ่าของท่านสะพายปืนกลมือแบบท็อมสัน กิมหงวนกับพล นิกร ตามออกมาด้วย ส่วน ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วและมะส่วยคอยเฝ้าหม่องทินแหว่งอยู่ในกระท่อม
หม่องลงแผ่บอกแถวโจร ให้กระทำความเคารพแล้ววิ่งเข้ามารายงานจำนวนไพร่พลทั้งหมด ทั้งสองพูดกระซิบกระซาบกัน
“อาจะทำอย่างไรต่อไปอีกอ้ายหลานชาย”
หม่องลงแผ่ยิ้มเล็กน้อย
“พูดกับสมุนซีครับ พูดเสียงดัง ๆ หน่อย พุดปลุกใจไปตามเรื่องแหละครับ ไม่ยากเย็นอะไร”
เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า
“เอา ตกลง แกกลับไปยืนหน้าแถวได้”
หม่องลงแผ่หมุนตัวกลับ วิ่งไปยืนหน้าแถวท่านเจ้าคุณกระแอมเบา ๆ แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง
“เฮ้-ทุงหยามาเหว่ ขี้หมาบ้าทาหน้า ฟังทางนี้โว้ย พรรคพวก ขณะนี้กองทหารของรัฐบาลมีประมาณหนึ่งกองร้อย ได้เคลื่อนที่เข้ามายังถิ่นของเราแล้วขอให้พวกเราทุกคนจงสู้ตาย สู้เพื่อความเป็นโจรของเรา”
สมุนโจรต่างโห่ร้องขึ้น มะส่วยวิ่งออกมาจากกระท่อมตรงเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกระซิบบอกท่าน
“รีบเข้าไปในกระท่อมเถอะค่ะ คุณอาคะ คุณพ่ออาละวาดใหญ่จะออกมาข้างนอกให้ได้”
เจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก จูงมือมะส่วยพาเดินไปที่กระท่อมของหัวหน้าโจรทันที
พอเข้ามาในกระท่อม ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับมะส่วยก็แลเห็น ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วกำลังช่วยกันยื้อยุดฉุดมือพี่หม่องไว้ ไม่ยอมให้พี่หม่องออกไปจากกระท่อมเพราะเกรงว่าพิธีจะแตก ในเวลาเดียวกัน พล นิกร กิมหงวน กับหม่องลงแผ่ก็ติดตามท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้ามาในกระท่อม
มะส่วยวิ่งเข้าไปหาบิดาของหล่อน
“คุณพ่อ เมาก็นอนเสียซีคะ”
หม่องทินแหว่งโบกมือ
“ไม่นอน ข้าจะออกไปเล่นพม่าแทบกบ เอื๊อก...วันนี้พ่อต้องซาหนุกเต็มที่ แล้วเขาก็ร้องเพลงเสียงอ้อแอ้ “ค่ำคืนเดือนคว่ำ พม่าคะมำตกควายขาเป๋ เลเล้เลเล้ เเล้เลเล เอ้าว๊า..พม่าเมา กินเหล้าจนเดินเซ อยากจะเที่ยวเสเพล ไปนอนเปลที่ซอยกลาง หนาว ๆ อย่างนี้ถ้ามีหนูแนบข้าง จะกอดไม่วาง ไม่เหินห่างร้างลา เลเล้เลเหล เลเล้เลเล.....”
แล้วพี่หม่องก็เดินตุปัดตุเป๋ออกไปจากกระท่อม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขยับจะวิ่งตามออกไป แต่ ดร.ดิเรกฉุดแขนท่านไว้
“อย่าครับ ถ้าคุณพ่อออกไปจากกระท่อมละก้อพิธีแตกแน่” พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็หันมาพูดกับธิดาสาวของขุนโจร “ออกไปเดี๋ยวนี้มะส่วย พยายามเหนี่ยวรั้งเอาตัวอาหม่องเข้ามาให้ได้ อย่าชักช้า ขณะนี้กองทหารของรัฐบาลคงจะเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาแล้ว”
มะส่วยรีบผลุนผลันออกไปจากกระท่อมนั้น ในเวลาเดียวกันนี้เอง หม่องทินแหว่งได้ยืนเด่นอยู่หน้าไพร่พลของเขา แล้วร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง
“พี่น้องเว้ย ใครบอกให้พวกมึงมาเข้าแถวอึ๊ก...เลิกแถวโว้ยกินเหล้าและเล่นพม่าแทงกบกันต่อไป”
พลพรรคโจรห้าร้อย ของหม่องทินแหว่งแปลกใจตามกัน แต่คำสั่งต้องเป็นคำสั่ง ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนพวกโจรต่างแยกย้ายกันออกจากแถว มะส่วยฉุดกระชากลากตัวบิดาของหล่อนเข้าไปในกระท่อม และแล้วต่อจากนั้นสักครู่ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พา พล นิกร กิมหงวนพร้อมด้วยมะส่วยกับหม่องลงแผ่ออกมา
ท่านเจ้าคุณร้องบอกพลแตรเดี่ยว ซึ่งยืนเซ่ออยู่ในบริเวณลานกว้างหน้ากระท่อม
“เฮ้ย เป่าแตรรวมพลโว้ย”
พลแตรเดี่ยวทำหน้าชอบกล แต่แล้วเขาก็ยกแตรขึ้นเป่าสัญญาณเรียกระดมพลตามคำสั่ง พวกโจรต่างวิ่งมาเข้าแถว อวยชัยให้พรหม่องทินแหว่งนายของตน
“ว้า-นายของเราเฮงซวยเสียแล้วโว้ย น่ากลัวสติจะไม่ดี เดี๋ยวสั่งให้เรียกแถวเดี๋ยวสั่งให้เลิก แล้วสั่งเรียกแถวอีก”
แต่คำสั่งของหม่องทินแหว่งคือประกาศิตของพระเจ้ากองโจรประมาณ ห้าร้อยคน ได้รีบจัดแถวเสร็จเรียบร้อยในเวลาอันรวดเร็ว ทันใดนั้นเองเสียบปืนกลมือและปืนเล็กยาวก็ดังระรัวขึ้นมาแต่ไกล
มะส่วยเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้ำอึ้ง ก็รีบพูดขึ้นโดยเร็ว
“หน่วยลาดตระเวนและยามคอยเหตุของเขาได้ปะทะกับกองทหารของ รัฐบาลแล้ว ขอให้พี่น้องทุกคนจงร่วมมือร่วมใจกัน ต่อต้านกองทหารของรัฐจนสุดความสามารถถ้าหากว่าเราปราชัยก็หมายความว่า เราจะถูกพวกทหารฆ่าตายหมด”
ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น
“พวกเราสู้ตาย”
แล้วเสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นก้องกังวานหุบเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯสั่งเคลื่อนพลทันที สามสหายคือ พล นิกร กิมหงวน ของเราได้ร่วมรบกับพวกโจรด้วย ส่วนเจ้าแห้วกับนายแพทย์หนุ่ม มีหน้าที่ควบคุมตัวหม่องทินแหว่งตามคำขอร้องของมะส่วย ขณะนี้ปรากฏว่าพี่หม่องสิ้นฤทธิ์แล้ว ดร.ดิเรกปล่อยฮุคขวากระแทกคางพี่หม่องทีเดียว หม่องทินแหว่งก็ง่อยกระรอก แล้วดิเรกกับเจ้าแห้วก็ช่วยกันหามไปนอนบนเตียงเพื่อตัดความยุ่งยากทั้งหลาย
ท่ามกลางความมืดในยามราตรีกาล
กองทหารรัฐบาลหนึ่งกองพัน ได้เปิดฉากโจมตีหน่วยรักษาการของพวกโจรอย่างดุเดือด เสียงปืนดังกึกก้องตลอดเวลา กองทหารพม่ามีปืนใหญ่ทหารราบและปืนกลหนักตลอดจนเครื่องยิงระเบิด ดังนั้น หน่วยลาดตระเวนและยามคอยเหตุของฝ่ายโจรจึงล่าถอย และต้องเสียชีวิตไปหลายคน
ในที่สุด หน่วยลาดตระเวนก็ถอยมารวมกำลังกับกำลังส่วนใหญ่ทางฝ่ายโจร เจ้าคุณปัจจนึกฯ บัญชาการรบอย่างเข็มแข็งเด็ดขาด สั่งให้พล นิกร กิมหงวน มะส่วย และหม่องลงแผ่ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับกองร้อย แยกย้ายกระจายกำลังตั้งรบกองทหารพม่า ซึ่งกำลังรุกเคลื่อนที่เข้ามาอย่างอาจหาญ
มันเป็นการสู้รบที่ดุเดือดที่สุด ประกายไฟวูบวาบจากปากกระบอกปืนแลเห็นถนัด เสียงปืนใหญ่ทหารราบดังสนั่นหวั่นไหว ระดมคนกับเสียงปืนกลหนักและระเบิดมือ พวกโจรมีเครื่องยิงระเบิดเช่นเดียวกัน แต่ไม่มีปืนใหญ่ทหารราบและปืนกลหนักเบา คงมีแต่ปืนกลและลูกระเบิดขว้าง อาวุธเหล่านี้โดยมากเป็นอาวุธที่ได้มาจากกองทัพญี่ปุ่น เมื่อครั้งมหาสงครามอาเซียบูรพา ลูกระเบิดโดยมากขว้างหรือยิงไปด้านเกือบหมด อาวุธสมัยใหม่ของพวกโจรมีเพียงเล็กน้อย ดังนั้นชั่วเวลาเพียงเล็กน้อยที่ได้ปะทะกัน พวกโจรก็ล่าถอยแทบจะคุมกันไม่ติด
ผู้บังคับกองพันทหารสั่งระดมยิงหมู่บ้านของพวกโจรด้วยปืนใหญ่ ทหารราบและใช้กระสุนเพลิง เสียงปืนใหญ่ครางกระหึ่มหลายต่อหลายนัด หมู่บ้านพังพินาศตกเป็นเหยื่อพระเพลิงทันที
ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้ว ช่วยกันอุ้มหม่องทินแหว่งออกมาจากกระท่อม กองทหารของรัฐบาลพม่าได้ระดมยิงเผาผลาญหมู่บ้านอย่างไม่ปรานี เพราะต้องการทำลายล้างพวกโจรคณะนี้ให้ราบคาบ
เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่สามารถจะบัญชาการรบได้แล้วเพราะสมุนโจร ซึ่งรักตัวกลัวตายไม่ยอมฟังคำสั่งของท่าน ขณะที่เจ้าคุณหมอบอยู่ที่อับกระสุนแห่งหนึ่ง เสียงระเบิดจากเครื่องยิงระเบิดก็ดังขึ้นห่างจากท่านไม่กี่มากน้อย
เสี่ยหงวนกับนิกรวิ่งเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ และรีบหมอบลงข้างๆ ท่าน
“คุณอาครับ” อาเสี่ยพุดขึ้นด้วยเสียงอันดัง “หม่องลงแผ่กับมะส่วยถูกระเบิดอย่างจังเชียวครับ”
ท่านเจ้าคุณลืมตาโพลง แสงเพลิงที่กำลังเผาผลาญหมู่บ้านบังเกิดแสงสว่างไปทั่วพอมองเห็นหน้ากัน อย่างถนัด “เป็นยังไงบ้าง บาดเจ็บมากไหม”
อาเสี่ยพูดระล่ำระลัก
“นิดหน่อยครับ หม่องลงแผ่คอขาดกระเด็น มะส่วยถูกชิ้นระเบิดหน้าเละจนจำไม่ได้”
เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจหายวาบ ก่อนที่ท่านจะพูดอะไรต่อไป พล พัชราภรณ์ก็วิ่งเข้ามาหาและล้มตัวลงนอนราบกับพื้นดินทันที
“ถอยเถอะครับ คุณอา กองทหารพม่าเจาะแนวของเราเข้ามาได้แล้ว”
เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก
“ถอยไปทางไหนล่ะ”
“อ้าว” พลอุทาน “ก็คุณอาเป็นผู้รักษาการแทนนายโจร แล้วแต่คุณอาซีครับ”
ลูกระเบิดลูกหนึ่งลอยละลิ่วมาตกเบื้องหน้าคณะพรรคสี่สหายแล้วระเบิดลั่น
“ตูม”
ทุกคนรีบหมอบแนบหน้าลงกับพื้นดิน พอสิ้นเสียงระเบิดก็เงยหน้าขึ้น นิกรยกผ้าเช็ดหน้าเช็ดศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณปัดมือแล้วเอ็ดตะโรลั่น “ยังไงกันวะหา เสือกมาเล่นกบาลข้าทำไม”
นายจอมทะเล้นชักฉิว
“บ๊ะแล้ว...นี่แหละเขาว่าทำคุณบูชาโทษ คุณพ่อถูกชิ้นระเบิดหัวแตกเลือดไหลทะลัก ผมช่วยเช็ดให้ยังไม่ว่าดีอีก”
คราวนี้ท่านเจ้าคุณทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้
“หัวแตกเชียวรึ แย่แล้วกู ..อ๋อย.. ถอยโว้ยเราไม่มีทางที่จะต่อสู้กับกองทหารได้แล้ว รีบหนีฝ่าวงล้อมออกไปเถอะ ปล่อยให้พวกโจรเผชิญชะตากรรมไปตามเรื่องของมัน เราไม่ใช่โจรจะพลอยตายเสียเปล่าๆ”
ทุกคนเห็นพ้องด้วย พลกล่าวถามขึ้นทันที
“พามะส่วยหนีไปด้วยนะครับ”
อาเสี่ยพูดเสริมขึ้น
“มะส่วยกับหม่องลงแผ่ถูกลูกระเบิดตายเสียแล้ว หน้าตาเละเทะแทบจะจำไม่ได้ หม่องลงแผ่คอขาดกระเด็น”
“โธ่” พลคราง “น่าสงสารมะส่วยเหลือเกิน”
เจ้าคุณปัจจนึกฯพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง
“เปิดเว้ยพวกเรา อ้ายเสือถอย อ้าว-อ้ายกรหลับเสียแล้ว ทิ้งมันไว้ที่นี่ก็แล้วกัน”
นิกรลืมตาโพลงแล้วเงยหน้าขึ้น
“ใจคอคุณพ่อจะทิ้งลูกเขยที่รักได้เชียวหรือครับ”
ท่านเจ้าคุณกับสามสหายต่างรีบลุกขึ้น และถอนตัวจากการรบทันที ท่ามกลางห่ากระสุนปืนอันหนาแน่น ทุกคนวิ่งก้มตัวไปทางหมู่กระท่อมซึ่งถูกไฟไหม้ทั่วแทบทุกหลังแล้ว ในเวลาเดียวกันนี้เองทหารพม่าได้ตะลุมบอนกับพวกโจรเป็นแห่ง ๆ แต่ส่วนมาก แตกพ่ายหนีเตลิดเปิดเปิงไปคนละทิศละทาง
ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้ววิ่งเข้ามาสมทบกับ พล นิกร กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ
“เฮ้ เอายังไงกันโว้ยพวกเรา” นายแพทย์หนุ่มร้องถาม
พลว่า “หนีโว้ย เราจะต้องพยายามตีฝ่าวงล้อมหนีออกไปจากหุบเขานี้ให้ได้ในชั่วโมงนี้ อาหม่องเป็นยังไงบ้าง”
เจ้าแห้วตอบแทน ดร.ดิเรก
“รับประทานถูกลูกระเบิด ตัวเละเป็นหมูบะช่อเชียวครับ รับประทานผมกับคุณหมอช่วยกันหามหม่องทินแหว่งออกมาจากกระท่อม แล้วเราสองคนก็ต้องหมอบราบหาที่กำบัง ทหารใช้ปืนใหญ่ ทหารราบระดมยิง กระสุนนัดหนึ่งรับประทานระเบิดข้างๆ หม่องทินแหว่งพอดี ตัวเนื้อเละเทะหมดครับ”
พล นิกร กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเศร้าใจไปตามกัน ต่อจากนั้นท่านเจ้าคุณก็พาพรรคพวกของท่านหลบหนีไปทางโรงม้าหลังหมู่บ้าน
เสียงทหารโห่ร้องทั่วแนวรบ พวกโจรหนีเตลิดเปิดเปิงสุดแล้วแต่เท้าของตนจะพาไป กองทหารพม่าสังหารสมุนโจรล้มตายเกลื่อนกลาด ที่จับเป็นได้ก็มาก
อย่างไรก็ตาม ความมืดช่วยให้คณะพรรคสี่สหายของเราหลบหนีไปได้ ม้าทั้งหกตัวควบขับเลาะเชิงเขาด้านใต้ และออกไปพ้นหุบเขานี้ในเวลา ๒๑.๐๐ น. และบ่ายโฉมหน้ากลับเข้าสู่ราชอาณาจักรไทย มุ่งตรงไปยังถิ่นดาวร้าย

ตอนสายวันรุ่งขึ้น
ฉากของเราเปิดขึ้นที่แดนคนเดนอีกครั้งหนึ่ง พอตะวันเบิกฟ้าโรงเตี๊ยม ‘อีกาเขียว’ ก็อุ่นหนาฝาคั่งเหมือนเช่นเคย บ่อนการพนันเริ่มต้อนรับนักพนันในราว ๘.๐๐ น. เศษ โรงเตี๊ยมของลุงหร่ำแห่งเดียวเท่านั้นที่ให้ความสุขสำราญแก่พวกโจร และอาชญากรทั้งหลาย
ร่างของหญิงสาวสองคน ในเครื่องแต่งกายแบบเคาบอยปรากฏตัวขึ้น นวลลออกับประไพของเรานั่นเอง นางสิงห์ทั้งสองมาถึงแดนมัจจุราชเมื่อเย็นวานนี้ มีคนติดตามมาสี่คน ซึ่งเป็นคนใช้บ้าน ‘พัชราภรณ์’นั่นเอง
นวลลออชวนประไพเพื่อนรักเพื่อนเกลอ มาติดตามอาเสี่ยกิมหงวนผัวรักของหล่อน ทั้งนี้ก็เพราะว่าทางการตำรวจจะจ่ายเงินรางวัลให้กิมหงวนและนิกรคนละ ห้าหมื่นบาท ในฐานที่ฆ่านายเบิ้มตาย นายเบิ้มผู้นี้คือเสือชุ่ม จอมโจรแห่งสมุทรปราการ ปล้นและฆ่าคนตายมามากต่อมาก กรมตำรวจได้ประกาศให้เงินสินบนแสนบาทแก่ผู้จับเป็นหรือจับตายเสือชุ่มผู้นี้ ดังนั้น กิมหงวนกับนิกรจึงรอดพ้นข้อหาของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เจตนาฆ่าคนตาย
สองนางเดินทางมาถึงกาญจนบุรี โดยรถยนต์ส่วนตัวหลังจากนั้นก็หาซื้อม้าและเสบียงกรัง ชวนกันบุกป่าฝ่าดงมาที่นี่ เพื่อติดตามค้นหาเสี่ยหงวนกับคณะพรรคสี่สหาย นวลลออกับประไพพร้อมด้วยคนของหล่อน มาถึงแดนดาวโจรเมื่อตอนใกล้ค่ำวานนี้เอง หล่อนได้ติดต่อกับอาชญากรคนหนึ่งขอเช่ากระท่อมหนึ่งหลังเป็นที่พักอาศัย นวลลออทราบว่าคณะพรรคสี่สหายพากันไปพม่าเมื่อวานนี้ แต่อย่างไรเสียก็คงจะกลับมานี่ นวลลออกับประไพจึงตัดสินใจพักอยู่ที่นี่รอคอยคณะพรรคสี่สหาย
ประไพท่าทางสมกับเป็นนางสิงห์ หล่อนยกมือเท้าสะเอวมองดูแผ่นป้ายหน้าโรงเตี๊ยม แล้วหล่อนก็หัวเราะเบาๆ
“อีกาเขียว.....แปลกจังคุณนวล อีกาทำไมถึงเขียวคะ”
นวลลอออมยิ้ม
“น่ากลัวจะย้อมสีค่ะ เข้าไปข้างในหรือคะ รู้สึกว่าที่นี่ครึกครื้นดีเหมือนกัน”
ประไพพยักหน้าเห็นพ้องด้วย
“ไปซีคะ ก๊งกันคนละแก้วเพื่อความครึกครื้นในหมู่คณะ อย่าลืมนะคุณนวล เจ้าของกระท่อมที่เราเช่าแกอยู่ แกบอกว่าที่นี่มีแต่เสือร้ายและพวกอาชญากรฆ่าฟันกันเป็นผักปลา ไม่ชอบใจใครก็ยิงกันง่าย ๆ”
นวลลออว่า “ดิฉันไม่แคร์ เราก็มีปืนเหมือนกันผิดนักก็ยิงกันแหลกไปเลย”
ประไพผิวปากเพลง ‘แอนนา’ แล้วเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของหล่อนเข้าไปในโรงเตี๊ยม ‘อีกาเขียว’ เมื่อสองนางปรากฏตัวขึ้น เสียงจ้อกแจ้กจอแจก็เงียบกริบลงทันที สายตาทั้งหมดต่างจ้องมองมาที่นวลลออและประไพเป็นตาเดียว
ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นดัง ๆ
“เอ้อเฮอ สวยจริงโว้ย น่าจูบจัง”
ประไพจ้องมองดูผู้พูด ซึ่งเป็นชายหนุ่มร่างใหญ่แก้มตอบหน้าเสี้ยมนัยน์ตาโปนถลน ไว้หนวดเคราเล็กน้อยลักษณะท่าทางบอกให้เห็นว่าเป็นกุ๊ยขนาดหนัก แล้วประไพก็ถลกแขนเสื้อเชิ๊ตขึ้น เดินปรี่เข้าไปที่โต๊ะนักเลงกลุ่มนั้น
นางสิงห์ประไพหยุดยืน ยกเท้าขวาขึ้นวางบนขาเจ้าหมอนั่น
“ลื้อว่ายังไงนะ อ้ายน้องชาย ลื้อจะจูบอั๊วยังงั้นรึ เคยตายไหมวะ”
พวกเคาบอยหัวเราะครืน เจ้าหนุ่มร่างใหญ่กระชากตัวประไพลงมานั่งตักเขาแล้วสวมกอด ประไพเหวี่ยงศอกกลับเต็มแรง ถูกเบ้าตาข้างซ้ายเจ้าหมอนั่นดังพล๊อก แล้วหล่อนก็พรวดพราดลุกขึ้นหยิบขวดเหล้าบนโต๊ะ ฟาดกบาลเจ้าหนุ่มจอมทะลึ่งดังสนั่นหวั่นไหว
“โพละ”
เจ้าหมอนั่นนั่งอมยิ้มสะลึมสะลือ แล้วก็โงนเงนพลัดตกจากเก้าอี้ ประไพยักคิ้ว และยิ้มให้พวกดาวร้าย “ไม่แน่จริงไม่มาถึงนี่หรอกโว้ยพรรคพวก อั๊วน่ะสิงห์ตัวเมียหรือนางสิงห์พวกลื้อจำไว้ด้วย” พูดจบหล่อนก็หมุนตัวกลับ เดินกลับมาหานวลลออเพื่อนเกลอของหล่อน
ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นต่างลุกขึ้นทัน เจ้าผันเสือร้ายแห่งราชบุรี เอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันดัง
“ลองดีนังสองคนนั่นหน่อยเถอะวะ ช่วยกันฉุดออกไปหลังโรงเตี๊ยมโว้ยพวกเรา อยู่ดี ๆ เทวดาส่งหมูมาให้กิน ถ้ายังไงกูเอาเป็นเมียละวะ สวยอย่างนี้ตายแล้วเกิดใหม่ก็หาไม่ได้”
ครั้นแล้วกลุ่มดาวร้ายไม่ต่ำกว่าหกคน ก็พากันเดินเข้ามาหานางสิงห์ทั้งสอง เจ้าผันปราดเข้ามาจับมือนวลลออทันที แล้วยิ้มแสยะ ในลักษณะท่าทางบอกให้เห็นว่าเป็นผู้ร้ายเต็มตัว
“น้องสาว ไปยังไงมายังไงจ๊ะ”
นวลลออสะบัดมือออก
“พูดแต่ปากไม่ต้องมาจับมือถือแขน ฉันไม่ใช่เปล่าเล่าเปลือย ลูกผัวของฉันมีแล้ว”
เจ้าผันหัวเราะ
“มีแล้วก็ไม่รังเกียจ กระดังงาถ้าไม่เคยลนไฟก็ไม่หอม ฝรั่งเขาว่าผู้หญิงเปรียบเหมือนเครื่องดนตรี สาว ๆ สู้เซ็กส์กันแฮนส์ไม่ได้”
แล้วเสือผันก็ตระหวัดรัดร่างของนวลลออเข้ามากอด นวลลออดิ้นรนต่อสู้เต็มแรง หล่อนใช้วิชายูโดของหล่อนจับเสือผันทุ่มข้ามตัวหล่อนโดยไม่ยากลำบากอะไรนัก ขุนโจรราชบุรีตีลังกากลับหลังลงไปนอนแผ่สองสลึงอยู่กลางพื้นห้อง
นวลลออกับประไพต่างหัวเราะงอหาย เจ้าหนุ่มคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง
“เอาโว้ยพวกเราช่วยกันจับเสือตัวเมียสองตัวนี้ให้ได้”
พวกดาวร้ายเฮโลกันเข้ามาปลุกปล้ำนวลลออ และประไพ สองนางต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิต ประไพชกอ้ายก้านยาวรูปร่างสูงชะลูดคนหนึ่ง ด้วยหมัดตรงขวาเต็มแรงถูกปลายคางพอดี เจ้าหมอนั่นเซถลาร่อนออกไปปะทะโต๊ะตัวหนึ่ง ในเวลาเดียวกันหมัดฮุคขวาของนวลลออก็ลั่นปังถูกเจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่ง ลงไปนั่งพับเพียบเรียบร้อย
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้นางสิงห์ทั้งสองจะเก่งฉกาจสักเพียงใด ก็ไม่อาจจะสู้รบตบมือกับพรรคพวกของเสือผันได้ นวลลออกับประไพถูกล็อคคอจับมัดมือไขว้หลัง พวกดาวร้ายผลัดกันจูบและแตะโน่นแตะนี่อย่างสนุกสนาน ประไพสามารถยกเท้าถีบเจ้าหนุ่มคนหนึ่งซวนเซออกไป
“กล้าดีปล่อยซีวะ” นวลลออแผดเสียงลั่น “มายิงกับกูตัวต่อตัวไหมล่ะ”
พวกโจรหัวเราะครืน เสือผันปราดเข้ามาจูบนวลลอออย่างหนักหน่วง
“นี่แน่ะ เก่งนัก จูบซะเลย ถามจริง ๆ เถอะน้องสาว เธอเป็นใครทำไมถึงกล้าเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตเดินทางมาที่นี่”
นวลลออโกรธจนปากซีด
“กูชื่อนวลลออ” หล่อนพูดเสียงกร้าว
เจ้าผันหันมาทางประไพ
“แล้วเธอล่ะชื่ออะไร”
ประไพถุยน้ำลายรดหน้าเสือผันทันที
“กูชื่อประไพโว้ย”
เสือผันแทนที่จะโกรธกลับหัวเราะหึ ๆ เขามองไปรอบ ๆ โรงเตี๊ยมแล้วร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง
“พวกเราโว้ย ใครอยากจะหาความสุขสำราญจากนางสิงห์สองตัวนี้ เชิญไปที่กระท่อมใหญ่หลังโรงเตี๊ยมนี้โว้ย”
เสียงโห่ร้องเป่าปากตบมือกระทืบเท้า ดังขึ้นเกรียวกราว พวกเคาบอยไม่ต่ำกว่าสิบคน ต่างเฮโลเข้ามาหาเสือผัน อดีตขุนโจรราชบุรีสั่งให้พรรคพวกของเขา พานวลลออกับประไพออกไปจากโรงเตี๊ยม สองนางดิ้นรนหยิบข่วนทุบถองเจ้าหนุ่มที่จับกุมหล่อน
อย่างไรก็ตามพวกนักเลงการพนันไม่มีความสนใจกับเรื่องผู้หญิงเลย เขาต่างเล่นถั่วโปกันต่อไป
ภายในโรงเตี๊ยม ‘อีกาเขียว’ เงียบกริบ เจ้าปลั่งชายร่างใหญ่ ซึ่งเป็นพรรคพวกของคณะพรรคสี่สหายนั่งดื่มเหล้าอยู่เงียบ ๆ ตามลำพัง โต๊ะอาหารรอบ ๆ ห้องว่างเปล่า เจ้าปลั่งกำลังคิดว่า ในชั่วโมงนี้นางสิงห์ทั้งสองจะต้องยับเยินไปตามกัน
เวลาผ่านพ้นไปในราว ๑๐ นาที
เสียงฝีเท้าหมู่หนึ่งดังขึ้น และใกล้เข้ามาตามลำดับ ม้าเหล่านี้วิ่งมาหยุดหน้าโรงเตี๊ยม ‘อีกาเขียว’ สักครูหนึ่ง พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ปรากฏตัวขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาคณะพรรคสี่สหายเข้ามาในโรงเตี๊ยมอย่างอาจหาญ
เจ้าปลั่งเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนทันที ดีใจเหลือที่จะกล่าว เขาวิ่งเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายด้วยความหวังที่จะฝากตัวเป็นลูกน้องพึ่งบุญ บารมีต่อไป
“สวัสดีครับเจ้านาย สวัสดีครับทุกคน ๆ”
เสี่ยหงวนยกมือตบบ่ายเจ้าปลั่งค่อนข้างแรง
“ไงวะอ้ายน้องชาย วันนี้ทำไมถึงเงียบเชียบอย่างนี้”
เจ้าปลั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“ไม่เงียบหร็อกครับ ที่นี่ครึกครื้นเสมอ แต่ว่าเจ้าผันกับพรรคพวกของเขาจังผู้หญิงสาวสวยได้สองคนเลยพาไปที่กระท่อม ใหญ่หลังโรงเตี๊ยมนี้ พรรคพวกของเจ้าผันและพวกดาวร้ายเกือบยี่สิบคน ได้ตามไปที่กระท่อมนั้นด้วย”
เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น
“ผู้หญิงที่ไหนวะ”
“ยังไงก็ไม่ทราบครับ แต่สวยมากทีเดียว”
อาเสี่ยหันมาทางนิกร
“เราไปขอส่วนแบ่งเสือผันบ้างเถอะโว้ย หาความสุขกันบ้าง”
เจ้าปลั่งพุดเสริมขึ้นทันที
“ไปซีครับ ผมรับรองว่าอาเสี่ยเห็นเข้าต้องชอบแน่ ๆ คนหนึ่งรูปร่างค่อนข้างเล็ก ปราดเปรียวมาก อีกคนเหมือนมารีลิน มอนโรว์ครับ ส่วนเว้าโค้งแน่เหลือเกิน”
เสี่ยหงวนยิ้มแห้ง ๆ
“ชื่ออะไรวะ”
“คนที่เหมือนมารีลิน มอนโรว์ ชื่อนวลลออครับ อีกคนดูเหมือนชื่อประไพ”
“ฮ้า” คณะพรรคสี่สหายอุทานขึ้นพร้อม ๆ กันราวกับนัดกันไว้
อาเสี่ยคว้าหน้าอกเสื้อเจ้าปลั่งเขย่า
“จริง ๆ หรือวะปลั่ง”
“จริงครับ”
นิกรเอ็ดตะโรขึ้นทันที
“ฉิบหายแล้ว เร็ว-ไปช่วยกันเถอะโว้ยปลั่ง ประไพเมียรักของกันเอง นวลลออเมียอ้าเสี่ย”
ครั้นแล้วคณะสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกับเจ้าปลั่งก็พากันวิ่งออกไปจากโรงเตี๊ยม เจ้าปลั่งพาตรงไปยังกระท่อมใหญ่หลังโรงเตี๊ยม ‘อีกาเขียว’ ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง เสือผันกับพรรคพวกของมันกำลังบังคับให้นวลลออกับประไพ นุ่งลมห่มฟ้าเต้นจ้ำบ๊ะให้พวกมันดูก่อนที่มันจะปลุกปล้ำข่มขืนใจหล่อน
เสือผันยกปืนพกของเขาจ้องประไพและนวลลออแล้วพูดเสียงกร้าว
“อีตับหวาน ถอดเสื้อกางเกงออกเดี๋ยวนี้ เราต้องการดูหล่อนสองคนเต้นจ้ำบ๊ะ”
ประไพโกรธจนตัวสั่น
“มีอย่างหรือวะจะให้แก้ผ้า ฉันก็อายพวกแกแย่น่ะซี มีไฝมีขี้แมลงวันตรงไหน พวกแกก็เห็นหมด ฉันทำไม่ได้หร็อก”
เสือผันหัวเราะก้าก
“ถ้าหล่อนขัดคำสั่งฉัน ฉันจะยิงทิ้งเสียเดี๋ยวนี้ เร็วแก้ผ้าออกให้หมดทั้งตัว”
นวลลออทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ หันมาพูดกับประไพเบาๆ
“ยอมทำตามคำสั่งมันเถอะค่ะคุณไพคะ”
ประไพทำตาเขียวกับเพื่อนของหล่อน
“คุณนวลอยากแก้ก็แก้ไปคนเดียวซี ดิฉันยอมตาย”
เสือผันขบกรามกรอด
“หนึ่ง สอง สามไม่แก้เสื้อกางเกงออกพ่อยิงตายห่าเลย”
“ว้าย” ประไพร้องลั่น “แก้ค่ะ แก้เดี๋ยวนี้”
ทันใดนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายก็บุกเข้ามาในกระท่อม เสี่ยหงวนกระโดดเข้าตระหวัดรัดคอเสือผันทันที นิกรปราดเข้ามายกขวดเหล้าแพ่นกบาลเสือผันเต็มเหนี่ยวเสียงดังโพละ เจ้าผันยืนเซ่อเหมือนไก่ตาแตก พออาเสี่ยคลายมือออกเสือผันก็ล้มลงสิ้นสติ
พรรคพวกของเสือผัน และพวกอาชญากรทั้งหลายไม่มีใครกล้ากำแหงกับคณะพรรคสี่สหายเลย ทุกคนเกรงกลัวพล พัชราภรณ์ ไปตามกันในฐานที่เขาเป็นผู้พิชิตเสือแก้ว บุรุษเพชฌฆาตแห่งแดนคนเดน
นวลลออโผเข้ากอดผัวรักของหล่อน และประไพโผเข้ามากอดนิกร ต่างคนต่างจูบรับขวัญเมียของตน นิกรยิ้มให้เมียรักของเขา
“ยังไม่ได้เสียทีมันไม่ใช่หรือจ๊ะไพ”
ประไพแกล้งตอบเสียงอ่อย
“เสียแล้วค่ะ”
นิกรอ้าปาก
“โถ-ป่นปี้หมด ง่า-ช่างมันเถอะน้อง นึกว่าฝันร้ายก็แล้วกันนี่นึกยังไงขึ้นมาล่ะถึงได้ติดตามมาจนถึงนี่”
นวลลออพูดขึ้นทันที
“ก็นำข่าวดีมาบอกน่ะซีคะ เฮียกับคุณนิกรพ้นข้อหาของตำรวจแล้ว อ้ายเบิ้มที่ถูกเฮียกับคุณนิกรฆ่าตายกลายเป็นเสือร้ายจังหวัดสมุทรปราการที่ ตำรวจเขาประกาศให้สินบนแสนบาทแก่ผู้ที่จับเป็นหรือจับตาย รีบกลับกรุงเทพฯ เถอะค่ะ เฮียกับคุณนิกรมีหวังได้รางวัลคนละห้าหมื่น”
อาเสี่ยทำตาปริบ ๆ
“ไม่ได้หลอกเฮียให้ไปติดตะรางนะจ๊ะนวล”
นวลลออหัวเราะ
“มีอย่างหรือคะ ใครบ้างจะอยากให้ผัวของตนติดตะราง”
เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามธิดาของท่าน
“ไปยังไงมายังไงกันวะไพ”
ประไพยิ้มน่ารัก
“ก็ขี่ม้ามาน่ะซีคะ”
“รู้แล้วโว้ย มากันตามลำพังสองคนเท่านี้หรือ”
ประไพว่า “เอาคนใช้ที่บ้านมาเป็นเพื่อนด้วยสามคนค่ะ แหม-คุณพ่อแต่งตัวอย่างนี้เหมือนกับพม่าเหลือเกินค่ะ มองดูคล้าย ๆ หม่องโจ๊งเหน่ง”
ท่านเจ้าคุณทำคอย่น
“อีเวร มีที่ไหนวะหม่องโจ๊งเหน่ง เออแน่ะแกกับยายนวลนี่มันแก่นแก้วเหลือเกิน เป็นผู้หญิงยิงเรือไม่น่าจะบุกบั่นมาเลย”
คณะพรรคสี่สหายต่างพากันไต่ถามนวลลออและประไพถึงเรื่อง เหตุการณ์ทางกรุงเทพฯ ตลอดจนการเดินทางมานี่ พวกดาวร้ายทั้งหลายและเสือผันค่อย ๆ เลี่ยงออกไปจากกระท่อมจนหมด
ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาสี่สหายกับเจ้าแห้ว และนวลลออกับประไพเดินทางไปจากแดนคนเดน ม้าทั้ง ๘ ตัววิ่งโขยกออกไปจากหมู่บ้าน คนใช้ของบ้าน ‘พัชราภรณ์’ อีกสามคนขับม้าตามไปห่าง ๆ
เจ้าปลั่งยืนร้องไห้อยู่หน้าโรงเตี๊ยม ทั้งนี้ก็เพราะคณะพรรคสี่สหายไม่ยอมให้เจ้าปลั่งติดตามไปกรุงเทพฯ พวกดาวร้ายต่างพากันออกมายืนมองดูคณะพรรคสี่สหายจนลับตา.
จบบริบูรณ์
Posted by : อ้วน พัฒนาวัน/เวลา : 16/7/2552 20:19:53


สนุกดี คลายเครียด แต่กว่าจะจบ เกือบ 10 วันค่ะ (คิดถึงตอนเด็กๆเลยค่ะ/แอบอ่านของพี่สาว
Posted by :พยาบาลอ้วน
วัน/เวลา :31/7/2552 21:44:52
แสดงความคิดเห็น
ข้อความ
รูปภาพ
ชื่อ
อีเมล์
ให้ใส่เป็นตัวเลขอารบิก
                    

จำนวนผู้เข้าชมทั้งสิ้น
Web Page Hit Counter
Dell Promotion Codes
 
© 2014 All Rights Reserved
Powered by
www.chumchonradio.net