ฟังรายการสดคลิกเลือกแบนเนอร์ใต้ข้อความนี้
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
เว็บน่าสนใจ
ไหว้พระทั่วประเทศ
คนรักสุนทราภรณ์
mediamonitor
ผอ.ทนงศักดิ์
ฐากร
ภาพทิวทัศน์สวยมาก ๆ
เรียนถ่ายภาพ
แปลภาษา
สูตรอาหาร
สุภิญญา
ทำผังรายการ กสทช
อยากกินอะไรแตะดูสูตรได้เลย
พัณธวณิช
แผนที่ประเทศไทย
เช็คจากรหัสสถานี
เรื่องบัญชี
สัมพันธ์รักษ์ของนักเพลง
คุยกับหมอศิริราช
การติดต่อสื่อสาร
ตรวจเช็คพัสดุที่ส่ง
ค้นหาหมายเลขโทรศัพท์
สมุดหน้าเหลือง
หารหัสไปรษณีย์
เพื่อทำเว็บ
เทียบเวลาทั่วโลก
โค้ดเวลาและนาฬิกา
โค้ดทุกอย่าง
เข้าทำเว็บ
สอนลูกเล่นแต่งเว็บ
รวมภาพเพื่อแต่งเว็บ
โค้ดฟรี
รวม Link
ภาพประกอบเว็บ
รวมภาพเคลื่อนไหว
สีต่าง ๆ
คลังรูปภาพ
ฟังรายการ
sms
ป้ายเชียงใหม่
ป้ายนครราชสีมา
แปลง PDF เป็น JPG
twitter
08.00-10.00 น. เสือแม่ลูก
ต่อ PDF
ป้ายภูเก็ต

ปอง ปรีดา

ประวัติ

             ปอง ปรีดา มีชื่อจริงว่า คำปัน ผิวขำ เกิดเมื่อปี 2475 ที่อ.เมือง จ.ขอนแก่น จบการศึกษาชั้น ม.2 (ระบบเก่า) แผนกช่างไม้ โรงเรียนช่างไม้ขอนแก่น ซึ่งในระบบนี้ ระดับชั้นสูงสุดคือ ม.3 ปอง ปรีดา ให้เหตุผลที่ไม่เรียนให้จบว่าขี้เกียจเรียน ขณะที่ลึกๆอาจจะเป็นเพราะการอยากเป็นนักร้อง

            ปอง ปรีดา ชื่นชอบเพลงของสมยศ ทัศนพันธุ์อย่างมาก และจะคอยจำเนื้อเพลงจากรถขายยาที่เข้ามาในหมู่บ้าน หรือไม่ก็จากหอกระจายข่าวของหมู่บ้าน นอกจากนั้นเขาก็ยังตระเวนประกวดตามเวทีต่างๆ และก็กวาดรางวัลมาเสียมาก ด้วยความช่วยเหลือของเพลง “ บทเรียนชีวิต” และ “เสน่ห์แม่นาง “ ของสมยศ

 เข้ากรุง

             เมื่อมีความมั่นใจมากขึ้น ปอง ปรีดา หนุ่มรูปร่างผอมดำ ก็ตัดสินใจเข้ามาในกรุงเทพ เพื่อตามหาฝันในการเป็นนักร้องของเขาด้วยความช่วยเหลือของพนักงานไฟฟ้าที่มาที่หมู่บ้านเพื่อสำรวจติดตั้งไฟฟ้า เมื่อมาถึงกรุงเทพ พนักงานไฟฟ้าคนนั้น พาปอง ปรีดา มาฝากที่วงสมยศ และวงอื่นๆอีกหลายวง แต่ก็ถูกปฏิเสธเสียทั้งหมด จนผู้อุปการะต้องยอมโบกธงเลิกรา (บางตำราบอกว่าเขาเคยมาสมัครเป็นนักร้องวงดุริยางค์ทหารอากาศด้วย) และปอง ปรีดา ต้องไปขายแรงงานเป็นกรรมกรโรงเลื่อยย่านเกียกกาย เพื่อหาเลี้ยงชีพ และต่อมา เมื่อครูสุดใจ เจริญรัตน์ ครูมวยแห่งค่ายมวยเกียรติสงคราม เห็นแวว จึงชวนมาหัดชกมวย เขาหารายได้เสริมด้วยการตระเวนชกมวยในเมืองหลวงและปริมณฑลในชื่อ “ วิเชียร ศิษย์จำเนียร “ (บางตำราบอกว่า สิงห์น้อย เกียรติสงคราม)และมีสถิติการชก 25 ครั้ง ไม่เคยแพ้ใคร โดยครั้งแรกชนะน็อคที่บ้านแพน

               แต่ปอง ปรีดา มีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักร้องมากกว่านักมวย จึงตัดสินใจเลิกชก และตระเวนประกวดร้องเพลงต่อ ก่อนจะมาขออาศัยอยู่กับพระที่วัดบางอ้อ ต่อมาได้ไปเป็นคนงสานโยธา กรมช่างอากาศบำรุง แถวบางซื่อ แต่ก็มักจะหลบงานเพื่อออกไปประกวดร้องเพลงตามงานวัดแถวๆนั้น และก็มักจะคว้ารางวัลมาเป็นประจำ หลังจากตระเวนประกวดอยู่ระยะหนึ่ง และกลับมามีความมั่นใจมากขึ้น ก็วานเพื่อนให้พาไปฝากกับครู นารถ ถาวรบุตร หัวหน้าวงดนตรีโรงงานยาสูบ ที่คลองเตย และก็มีโอกาสได้อยู่รับใช้ครู พร้อมกับติดตามไปกับวงดนตรี และได้ร้องเพลงเมื่อนักร้องขาด จนถึงขั้นได้ร้องเพลงออกอากาศที่กรมประชาสัมพันธ์ และก็ฝันที่จะได้เป็นนักร้องอัดแผ่น ระหว่างนั้น วิม อิทธิกุล และ สกล เรืองสุข ได้ร่วมกันแต่งเพลงเขมรพวงให้ร้องด้วย

                แต่ไม่ถึง 2 ปีต่อมา เมื่อมารู้ความจริงว่าโรงงานยาสูบ ไม่มีนโยบายส่งเสริมให้นักร้องบันทึกเสียง ประกอบกับความไม่ชัดเจนในรายได้ ปอง ปรีดา จึงออกมา และมาที่โรงเรียนสหมิตรดนตรี ที่ครูดนตรีชื่อดังของเมืองไทยราว 50 คนได้ร่วมกันตั้งขึ้น โรงเรียนแห่งนี้เป็นแผนกหนึ่งของบริษัท สหมิตรดนตรีจำกัด ที่ทำธุรกิจ ผลิตเพลง ทำแผ่นเสียง และ ขายเครื่องดนตรีเป็นหลัก แต่ปอง ปรีดา ก็ที่นี่ถูกปฏิเสธ แต่ด้วยความเชื่อมั่นในบรรดาครูเพลงเหล่านี้ เขาก็ทนหน้าด้าน หอบข้าวของมาอาศัยอยู่ที่โรงเรียน โดยเสนอตัวทำงานรับใช้ทุกอย่างด้วยความขยันขันแข็งเพื่อหวังสร้างความประทับใจ ขณะที่บางครั้งตัวเองก็ต้องอดข้าวอดน้ำ ถ้าไม่มีใครเมตตามอบข้าวน้ำให้

บันทึกเสียง

                หลังจากทนอยู่ระยะหนึ่ง ครูนคร ถนอมทรัพย์ หรือ กุงกาดิน เกิดความสงสาร และเมื่อทดลองให้เขาร้องเพลงที่ร้องยาก ซึ่งเขาก็ทำได้ดี ครูจึงตัดสินใจนำเขาไปแนะนำกับ ครูมงคล อมาตยกุล และเอาไปฝากกับวง “ ประเทืองทิพย์ “ ของ ประเทือง บุญญประพันธ์ ปอง ปรีดา อยู่รับใช้ครูประเทือง 2 ปี ก็มีโอกาสได้ร้องเพลงออกอากาศทางสถานีวิทยุ สทร. ท่าราชวรดิษฐ์ ซึ่งครูประเทืองมีหมายการแสดงอยู่สัปดาห์ละครั้ง ขณะเดียวกันตามแผนปลุกปั้น ปอง ปรีดายังต้องคอยรับใช้ครูมงคลด้วย ซึ่งระหว่างนั้นครูนครก็แนะนำเรื่องการร้องเพลง เป่าแคน และการเลียนเสียงนกกา การเป่าใบไม้ เพื่อให้เขานำไปแสดงความสามารถให้ครูมงคลได้ชมถ้ามีโอกาส

                ต่อมาปอง ปรีดา ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ส่งแผ่นเสียงที่ผลิตไปวางขายตามห้างแผ่นเสียง และเก็บเงินค่าแผ่นเสียง ต่อมาได้มีโอกาสเป่าแคน และทำเสียงเป่าปากในการบันทึกเสียงให้กับนักร้องหลายคนที่ครูมงคลพามาบันทึกแผ่น รวมทั้งสุรพล สมบัติเจริญ และทูล ทองใจ ขณะเดียวกันครูนคร ก็แนะนำให้เขาลองแต่งเพลงด้วย ซึ่งเพลงแรกที่เขาแต่งได้สำเร็จคือเพลง “ กลับอีสาน “ และเป็นเพลงแรกที่เขาได้บันทึกเสียง

โด่งดั
             แต่เคราะห์กรรมก็ยังไม่หมดสิ้น เพราะเพลงนี้นอกจากจะไม่ดังแล้ว ยังถูกทางการห้ามเปิด เพราะกระแสความตื่นกลัวเรื่องการแบ่งแยกดินแดนในภาคอีสาน งานนี้ทั้งครูนคร และปอง ปรีดา ต่างก็ถูกครูมงคลดุเอาทั้งคู่

                ต่อมาครูนครได้แนะนำให้เขาแต่งเพลงเกี่ยวกับแม่น้ำโขง โดยมีเนื้อหาชมความงามของผู้หญิง ตามแบบเพลง “ เบิ่งโขง “ ของเฉลิมชัย ศรีฤๅชา ปอง ปรีดา ลองแต่งอีกครั้ง และได้ออกมาเป็นเพลง “ สาวฝั่งโขง “ หลังได้รับการตรวจทานโดยครูร้อยแก้ว รักไทยอยู่หลายครั้ง ครูมงคล ก็ตัดสินใจว่าจะลองดูกับลูกศิษย์คนนี้อีกสักครั้ง หลังจากที่ผิดหวังมาจากครั้งแรก แต่ในปี 2501 เพลงนี้ก็ได้พลิกชีวิตให้ปอง ปรีดา ได้ขึ้นมาโลดแล่นในวงการจวบจนชีวิตเข้าสู่วัยชราพร้อมด้วยประโยคเด็ดที่บอกว่า “ กูเกิดมาเพื่อร้องเพลง”

ตอนได้บันทึกแผ่นเสียงเพลง ”สาวฝั่งโขง” ที่ห้องบันทึกเสียง ปอง ปรีดา เจอ ชาญ เย็นแข และหลายคน เขาตกใจ กลัวบารมีนักร้องดัง จนอัดหลายเที่ยว จนเขาบอกอย่าอัดเลย  แต่มงคลก็บอกว่าจะอัดให้ได้และให้ผิวปากด้วย จนอัดได้จริงๆ

               เพลงสาวฝั่งโขงดังมาก ในการบันทึกเสียง เขาไม่ได้ค่าตัวสักบาทแต่ก็ภูมิใจ เพลงนี้ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไป ชื่อเสียงเงินทองไหลมาเทมา 

               สำหรับชื่อปอง นั้น ครูมงคล เป็นคนตั้งให้ ส่วนปรีดานั้น สัมพันธ์ อูนากูล ตั้งให้

               หลังจากเพลงดัง เขาก็ถูกบรรจุเข้าเป็นนักร้องรุ่นแรกๆของวงจุฬารัตน์ ที่ครูมงคลตั้งขึ้นในปี 2501 แทนวงลีลาศมงคล อมาตยกุล ขณะที่นักร้องคนอื่นๆก็มีครูนคร ที่ร้องเพลงสากล เบญจมินทร์ , ชัย อนุชิต ทูล ทองใจ และ พร ภิรมย์

             ปอง ปรีดา ที่ผลิตเพลงดังอย่างเทพีเชียงใหม่ สาวอยู่บ้านใด๋ และสาวป่าซาง รวมทั้งเคยไปแสดงถึงประเทศลาวมาแล้ว เล่นเอาวิกแตกต้องเปิดประตูข้างๆ ให้คนเข้ามา โดยค่าชมค่าดู 3-5 บาท ขณะที่ค่าตัวของเขา 30 บาท โดยในช่วงนั้น ทองคำราคาบาทละ 200 บาท

              นอกจากจะเป็นผู้ที่มีเสียงร้องอันไพเราะและแต่งเพลงเองแล้ว ยังมีความสามารถเล่นดนตรีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแคน หรือเป่าแซ็คโซโฟน หรือทรัมเป็ตได้ แต่ที่โดดเด่นคือการผิวปาก และเลียนเสียงได้หลายชนิด เช่นเพลง"สาวฝั่งโขง"(ผิวปาก) "เริงรักเริงไพร"(เลียนเสียง สัตว์หลายชนิด)  เพลง"นกเขาขันฉันครวญ"(เลียนเสียงนกเขา) "เสียงดุเหว่าแว่ว"(เลียนเสียงดุเหว่า) "แว่วเสียงชะนี"(เลียนเสียงชะนี) ส่วนเพลงดังอื่นๆ มีหลายเพลง เช่นเทพีเชียงใหม่ , ล่องโขงคืนเพ็ญ , รวงทิพย์ธารทอง , ตามน้องต้อย ,ภาพซึ้งตรึงใจ ฯลฯ

             อยู่กับวงจนถึงปี 2506 ก็ลาออกเพราะขัดแย้งกับเพื่อนในวง จากนั้นก็ไปอยู่กับวง “ รวมดาวกระจาย” ของครูสำเนียง ม่วงทอง จนถึงปี 2511 ก็ลาออกเพราะมีปัญหากับคนในวง

              จากนั้นในปี 2512 เขาก็กลับอีสาน และร่วมกับเพื่อนตั้งวง “ ปอง ปรีดา “ ตระเวนรับงานแถวจ.อุดรธานี แต่ก็เกิดปัญหาบางประการจนต้องยุบวงในปีเดียวกันนั้น ต่อมา ปอง ปรีดา ได้หันมาทำไร่ และปักหลักอยู่ที่ลำนารายณ์ จ.ลพบุรี แต่ก็ยังรับงานร้องเพลงตามงานต่างๆ ในระยะ มีผู้มาซื้อเพลงที่เขาแต่งด้วยเงินก้อนโต

                2521 ศรชัย เมฆวิเชียร มาซื้อเพลงสาวฝั่งโขง และ สาวอยู่บ้านใด๋ ของเขาไปบันทึกเสียงใหม่ จนโด่งดัง ซึ่งในการบันทึกเสียง ปอง ปรีดาก็ยังไปช่วยผิวปากให้ด้วย

             ปอง ปรีดา ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่รักดินแดนบ้านเกิดอย่างยิ่ง เขาเป็นผู้ที่ร้องเพลงที่บอกเรื่องราวถึงแม่น้ำโขงเอาไว้มากที่สุดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น ล่องโขงคืนเพ็ญ , เที่ยวฝั่งโขง , สองฝั่งโขง , ลอยเรือล่องโขง ,ฝั่งโขงในอดีต และอื่นอีกมาก โดยแม้บางเพลงจะไม่มีคำว่า “ โขง “ อยู่ แต่ในเนื้องร้อก็มีคำว่าโขงอยู่หลายเพลง และเพลงที่เขาร้องส่วนใหญ่จะเป็นเพลงที่แต่งเองเกือบทั้งหมด เขาเป็นนักแต่งเพลงที่มีความชัดเจนในด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาพื้นบ้านภาคอีสาน โดยเพลงที่แต่งไว้มีจำนวนนับร้อยเพลง ในแต่ละปี เขามีรายได้จากค่าลิขสิทธิ์เพลงจำนวนหนึ่ง ซึ่งลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมดยังเป็นของเขา เพราะลิขสิทธิ์บางเพลงทำสัญญาแค่ 3 ปี หลังจากนั้น เขาสามารถนำไปขายให้คนอื่นได้ การที่ไม่ขายขาดลิขสิทธิ์ เพราะเกรงว่าจะไม่มีกินเมื่อขายหมด โดยค่าลิขสิทธิ์เพลง ปอง ปรีดาไม่ตั้งราคาไว้แต่อย่างใด บอกแต่เพียงว่า ขอให้ราคาสมน้ำสมเนื้อหน่อยเท่านั้น

                ปอง ปรีดา ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2554 เวลา 11.30 น โดยนางประดิษ ผิวขำ ภรรยา วัย 54 ปี และนายเอกชัย ผิวขำ บุตรชายวัย 28 ปี เฝ้าอย่างใกล้ชิด ที่ห้องพิเศษ 1 โรงพยาบาลชัยบาดาล อ.เมือง ลพบุรี นพ.เกรียงไกร ค้ำคูณ แพทย์ผู้ให้การรักษา กล่าวว่า ปอง ปรีดา ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และปอดบวม ทางโรงพยาบาลชัยบาดาล ส่งตัวไปรักษาโรงพยาบาลลพบุรีมาแล้ว พอค่อยยังชั่ว ภรรยาและบุตรชายก็รับตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลชัยบาดาล แพทย์ได้ให้การรักษาจนกระทั่ง ปอง ปรีดา มีอาการแทรกซ้อนขึ้นมาก โดยเฉพาะอาการติดเชื้อในกระแสเลือดและอาการตับแข็ง แล้วสิ้นใจอย่างสงบดังกล่าว นางประดิษ ผู้เป็นภรรยา กล่าวว่าจะนำศพสามีตั้งสวดพระอภิธรรมที่วัดธารารัตการาม(บ้านหนองเต่า ) ต.ชัยนารายณ์ อ.ชัยบาดาล โดยมีพิธีรดน้ำศพเวลา 17.00 น. โดยนายนิยม วรปัญญา ส.ส.ลพบุรี เป็นประธาน และกำหนดจะฌาปณกิจศพ วันที่ 11 มกราคม เวลา 16.00 น.

 

 





จำนวนผู้เข้าชมทั้งสิ้น
Web Page Hit Counter
Dell Promotion Codes
 
© 2018 All Rights Reserved
Powered by
ThaiWebWizard.com