|
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า โครงการเมืองวิทยาศาสตร์ ที่จัดตั้งขึ้นครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน คือ บริษัท อมตะ คอร์ปอ เรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนา และวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตไปสู่ระดับสากล ทั้งนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน เพราะโครงการอยู่ระหว่างเริ่มต้น
 |
นอกจากนี้ ยังเน้นการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสามารถแข่งขันได้ อีกทั้ง ยังไม่พบปัญหาและอุปสรรคแต่อย่างใด รมว.วิทย์ฯ กล่าวต่อว่า การลงทุนโครงการครั้งนี้ ไม่ได้ใช้งบประมาณจากรัฐบาล แต่รัฐบาลสนับสนุนเรื่องซอฟต์แวร์ ทั้งนี้ รัฐบาลชุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เหมาะสม อีกทั้ง ที่ผ่านมาได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอีก 8 แห่ง ขณะที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการแต่งตั้งที่ปรึกษา เพื่อเสนอร่างรายงานนโยบายรัฐและประเภทอุตสาหกรรมที่เหมาะสม โดยคาดว่ารายงานดังกล่าวจะแล้วเสร็จในเดือน พ.ค. 2553 หลังจากนั้นจะเริ่มก่อสร้างสาธารณูปโภคส่วนกลาง ทั้งนี้ รมว.วิทย์ฯ จะรายงานต่อคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ทุก 3 เดือน อย่างไรก็ ตามยังต้องอาศัยความร่วมมือจาก กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย นางสมหทัย พานิชชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจ บริษัท อมตะ คอร์ปอ เรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ กลุ่มอมตะฯ ร่วมมือกับภาครัฐ วางแผนโครงการเมืองวิทยาศาสตร์ อมตะ โดยมีมูลค่าโครงการประมาณ 5 พันล้านบาท ใช้พื้นที่กว่า 1 พันไร่ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการขยายตลาดด้วย เพราะถ้านักลงทุนใหม่เข้ามาอุตสาหกรรมก็จะเกิดขึ้นตามมา อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าปลายปี 2553 จะเริ่มวางก่อสร้างอาคารสาธารณูปโภคส่วนกลาง เพื่อดึงนักลงทุนเข้ามาวางรูปแบบ โดยคาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2554 แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศเท่าไร ปธ.จนท.พัฒนาธุรกิจ บ.อมตะ กล่าวต่อว่า การวางรากฐานของเมืองวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 1.นโยบายภาครัฐที่แข่งขันได้ 2.เมืองการศึกษา 3.สถานบ่มเพาะวิสาหกิจ 4.บริษัทวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน 5.บริษัทผู้ผลิต 6.กองทุนสนับสนุน 7.สาธารณูปโภค 8.ที่พักอาศัย พาณิชยกรรม
ข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์
-----------------------------------------
อมตะทุ่มเฟสแรก 300 ล้านบาทสร้าง "เมืองวิทยาศาสตร์" เปิดพื้นที่รองรับผู้ประกอบการในนิคมอมตะนครทำวิจัยและพัฒนา
นางสมหะทัย พานิชชีวะ ประฐานเจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวระหว่างการลงนามความร่วมมือจัดตั้ง เมืองวิทยาศาสตร์อมตะ ว่า อมตะคอร์ปอเรชันเห็นความสำคัญของการทำวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้ภาคอุตสาหกรรม จึงนำมาสู่ความร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ 8 มหาวิทยาลัยแห่งชาติ
เราทำหน้าที่เหมือนเป็นมือเป็นเท้า คอยรับจ้างผลิตให้ต่างประเทศ เมืองวิทยาศาสตร์ที่จะเกิดขึ้น จะทำให้เราสามารถเป็นสมองเป็นหัวใจ เพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมของไทยได้ นางสมหะทัย กล่าว
เมืองวิทยาศาสตร์อมตะ จะตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี โดยอมตะจะสนับสนุนที่ดิน 500-1000 ไร่ อาคาร สาธารณูปโภคและถนน คิดเป็นมูลค่าการลงทุนในเฟสแรกประมาณ 300 ล้านบาท ขณะที่กระทรวงวิทยาศาสตร์จะทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้คำปรึกษาและสนับสนุนนักวิจัยจากหน่วยงานในกำกับ สำหรับมหาวิทยาลัยจะสนับสนุนในแง่ของบุคลากรและผลงานวิจัย
มหาวิทยาลัย 8 แห่งที่เข้าร่วม ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.เกษตรศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ม.บูรพา ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย
ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างเริ่มต้น โดยทางอมตะคอร์ปอเรชันกำลังคัดสรร ที่ปรึกษา มาทำหน้าที่ออกแบบและวางแปลนเมืองวิทยาศาสตร์ที่เหมาะกับวัตถุดิบ อุตสาหกรรมและความเชี่ยวชาญของไทย คาดว่า 4-6 เดือนหลังจากนี้ จะได้แผนการสร้างเมืองวิทยาศาสตร์อมตะ
หลังจากได้แผนงานที่แน่นอน ก็จะเริ่มสร้างสาธารณูปโภคและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ โดยคาดว่าใช้เวลาก่อสร้าง 6-8 เดือน ระหว่างนั้นก็จะประชาสัมพันธ์เชิญชวนบริษัทเอกชนต่างๆ โดยเริ่มจาก 700 กว่าแห่งในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครมาตั้งศูนย์วิจัย โดยในปี 2554 จะได้เห็นลูกค้าคนแรกเข้ามาจัดตั้งศูนย์วิจัยในเมืองวิทยาศาสตร์ นางสมหะทัย กล่าว
ศาสตราจารย์ ดร.ชัชนาถ เทพธรานนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาจัดตั้งโครงการเมืองวิทยาศาสตร์อมตะ กล่าวว่า เมืองวิทยาศาสตร์อมตะจะเป็นศูนย์กลางให้หน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และบริษัทเอกชน เช่าพื้นที่สำหรับตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา และศูนย์การเรียนรู้ ขณะเดียวกันภายในเมืองจะมีหน่วยการศึกษาของ 8 มหาวิทยาลัยที่ร่วมมือทำหน้าที่พัฒนาบุคลากรให้ภาคเอกชน ประโยชน์จากเมืองวิทยาศาสตร์ นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพให้ภาคอุตสาหกรรมผ่านงานวิจัยแล้ว สิ่งที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์คือ องค์ความรู้และเทคโนโลยีของไทย ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งสร้างทรัพยากรบุคคลอีกด้วย
นอกจากนักวิจัยเลือดใหม่ที่จะเกิดขึ้น เมืองวิทยาศาสตร์อมตะยังจะเป็นฐานรองรับบุคลากรที่มีศักยภาพของไทยในต่างประเทศ กลับเข้ามาทำงานวิจัยในไทยภายใต้โครงการสมองไหลกลับ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ กล่าว
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ |