คลิกเลือกฟังรายการสดที่แบนเนอร์ใต้ข้อความนี้
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
chumchonradio
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
เว็บน่าสนใจ
ฐากร
คนรักสุนทราภรณ์
mediamonitor
ผอ.ทนงศักดิ์
สัมพันธ์รักษ์ของนักเพลง
ภาพทิวทัศน์สวยมาก ๆ
ไหว้พระทั่วประเทศ
เรียนถ่ายภาพ
แปลภาษา
สูตรอาหาร
สุภิญญา
ทำผังรายการ กสทช
การติดต่อสื่อสาร
ค้นหาหมายเลขโทรศัพท์
สมุดหน้าเหลือง
ตรวจเช็คพัสดุที่ส่ง
เพื่อทำเว็บ
เข้าทำเว็บ
รวมภาพเคลื่อนไหว
ภาพประกอบเว็บ
รวม Link
สอนลูกเล่นแต่งเว็บ
เทียบเวลาทั่วโลก
โค้ดทุกอย่าง
สีต่าง ๆ
โค้ดฟรี
คลังรูปภาพ
รวมภาพเพื่อแต่งเว็บ
โค้ดเวลาและนาฬิกา
ฟังรายการ
รายการ
87.75 ช่องที่ 2
sms
ต่อ PDF
dropbox

สุรพล สมบัติเจริญ

              "ครูสุรพล สมบัติเจริญ" เกิดที่อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2473 มีชื่อเดิมว่า "ลำดวน สมบัติเจริญ" เป็นบุตรชายคนที่ 2 ในบรรดาพี่น้องท้องเดียวกัน 6 คน บิดาชื่อนายเปลื้อง สมบัติเจริญ เป็นข้าราชการแผนกสรรพกร จังหวัดสุพรรณบุรี มารดาชื่อ นางวงศ์ สมบัติเจริญ เป็นแม่ค้าขายของเล็กๆ น้อยๆ อยู่กับบ้าน
               เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนประสาทวิทย์และโรงเรียนประจำจังหวัด คือโรงเรียนกรรณสูตรวิทยาลัยจนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ใน ปี  พ.ศ. 2490 แล้วเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย   แต่เรียนอยู่ได้ปีเดียวก็ลาออกเพราะไม่ชอบ เลยไปเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนจีน กงลิเสียเสี้ยว แต่ก็ลาออกอีกเพราะอยากจะเป็นนักร้อง  เมื่ออายุเข้าเกณฑ์ก็สมัครเป็นทหารเกณฑ์ กองพาหนะ สังกัดกองทัพเรือ แล้วย้ายเข้ามาที่กรุงเทพฯ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้เป็นนักร้องกับเขาเสียที ทั้งๆ ที่หลงใหลใฝ่ฝันอยากจะเป็นเหมือนนักร้องรุ่นพี่ๆ เช่น เบญจิมนทร์ หรือตุ้มทอง โชคชนะ นักร้องประจำวงที่มีชื่อเสียงมากในยุคนั้น
                ครูสุรพล สมบัติเจริญ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ครั้งหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องความรัก ความชอบ ในการแต่งเพลงของตนว่า "ผมน่ะ มันชอบมาตั้งแต่ชั้นประถมแล้ว พูดแล้วเหมือนโม้  หัดแต่งตั้งแต่อยู่โรงเรียนประสาทวิทย์แล้ว ก็นึกๆ หาทำนองมาใส่ แล้วก็ร้องกันให้ฟังในชั้น...
                ในช่วงที่เป็นคนงานของกองทัพเรืออยู่นั้นมีงานรำวงที่ไหนผมต้องไปช่วย รู้จักไม่รู้จักไม่สำคัญ ขอให้ได้ร้องเป็นใช้ได้ ว่างก็หัดแต่งเพลงดูเพราะรู้สึกว่าไม่ยากเย็นเข็นใจอะไรเลย.."
                
 ต่อมาจึงตัดสินใจลาออกแล้วไปสมัครเป็นลูกจ้างรายวันที่หมวดคลังสนามบิน แผนกช่างโยธาทหารอากาศ กองทัพอากาศ ดอนเมือง และเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่าสุรพล สมบัติเจริญ แทนลำดวนชื่อเก่า
                 เริ่มชีวิตเป็นนักร้องเมื่อสมัครเป็นนักมวยค่ายเลือดชาวฟ้าของเรืออากาศตรีปราโมทย์ วรรณพงษ์ และมีโอกาสได้ร้องเพลงในงานสังสรรค์ จึงได้รับการสนับสนุนให้ไปอยู่เป็นนักร้องที่กองดุริยางค์ทหารอากาศ ทุ่งมหาเมฆ เพื่อเอาดีในการเป็นนักร้องอย่างที่เจ้าตัวมุ่งมาดปรารถนาและมุ่งหวังตั้งใจไว้แต่เดิม โดยได้ย้ายไปเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2497 ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวกันกับสุเทพ วงศ์กำแหง และครูนคร ถนอมทัรพย์(กุงกาดิน)
                  ประชุม พุ่มศริริ นักร้องหญิงของกองดุริยางค์ทหารอากาศเคยให้สัมภาษณ์ว่า"...สุรพลเป็นคนมีใจฝักใฝ่ในเรื่องการร้องรำทำเพลงมาก พอว่างจากงานในหน้าที่ก็จะนั่งเขียนเพลง เคาะจังหวะไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย ใครมีงานที่ไหน ไม่ว่างานอะไร แกจะต้องเสนอตัวไปช่วยร้องเพลงเป็นคนแรก เป็นที่รักของทุกคนในกรมกอง นิสัยดี คุยสนุกสนาน เหมือนไม่มีความทุกข์อะไรในใจเลย...ส่วนเรื่องเสียงที่ว่าไปพ้องกับนักร้องรุ่นพี่อย่างเบญจามินทร์นั้น แกก็ไม่ได้ดัด มันบังเอิญ ไปมีส่วนคล้ายกันเอง.." 
ผลงานเพลงแรก
                  เพลงแรกที่แต่งและบันทึกเสียงคือ เพลงน้ำตาลาวเวียง ซึ่งแต่งไว้เมื่อเดือนตุลาคม  ปี พ.ศ.2496 พร้อมกับเพลงอื่นๆ อีกรวม 9 เพลง แต่เพลงที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักของคนทั่วๆ ไปก็คือ เพลงชูชกสองกุมาร ที่สุรพล สมบัติเจริญ ร้องเป็นตัวชูชก และเป็นผลงานเพลงชุดแรกที่ได้บันทึกแผ่นเสียง
                  "เอกพัน ธันวารชร" บุตรชายของนาย ต.เง็กชวน  เจ้าของแผ่นเสียงตรากระต่าย  เขียนเล่าเหตุการณ์ที่น่าสนใจไว้จากหลังซองแผ่นเสียงตรากระต่ายในการจัดทำแผ่นเสียงลองเพลย์ เพลงชุดแรกของสุรพล สมบัติเจริญ ไว้ว่า "...เมื่อต้นปีหรือกลางปี พ.ศ.2496 ข้าพเจ้า(ผู้เขียน)ได้ติดตามท่านผู้ใหญ่ไปที่กองดุริยางค์ทหารอากาศ ในฐานะผู้ทำหน้าที่ฟัง คัดเลือกเพลง เพื่อนำไปบันทึกเสียงผลิตแผ่นเสียงออกจำหน่ายต่อไป ในการไปคราวนั้น ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบกับชายผู้หนึ่ง รูปร่างสูงโปร่งสันทัด มีปอยขนที่เม็ดไฝใต้คางข้างซ้ายในระหว่างเวลาพักกลางวันเขาเดินตรงมาหาข้าพเจ้าพร้อมกับแนะนำตัวเอง ระหว่างการสนทนาชายผู้นั้นได้ปรารภขึ้นว่า  "ผมอยากจะร้องเพลงอัดแผ่นเสียงบ้าง แต่ไม่มีใครสนับสนุนช่วยเหลือ..."ในตอนท้ายของการพบปะกันวันนั้น ชายผู้นั้นได้เอ่ยปากฝากตัวกับข้าพเจ้า ขอให้ช่วยรับเขาไว้เป็นนักร้องแผ่นเสียงสักคนหนึ่งเถิด ข้าพเจ้ารับปากกับเขาว่า ยินดีให้ความสนับสนุนช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่เท่าที่จะช่วยได้...บางครั้งข้าพเจ้าขอให้เขาร้องเพลงที่ถนัดและเพลงที่เขาแต่งขึ้นเองให้ข้าพเจ้าฟัง เพื่อฟังน้ำเสียงและท่วงทีลีลาการร้องของเขาเพื่อเป็นแนวทางพิจารณาต่อไป

                 เพลงที่เขาร้องให้ข้าพเจ้าฟังเป็นเพลงรำวงเสียเป็นส่วนมาก จะมีบางเพลงที่กระเดียดไปทางเพลงไทยสากลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เข้ากับลักษณะตามแบบฉบับของเพลง  อย่างไรก็ตามจากการได้ฟังเขาร้องเพลงให้ข้าพเจ้าฟัง 2 - 3 ครั้ง ข้าพเจ้ารู้สึกติดใจในน้ำเสียงของเขา

                 ท่านที่ชอบฟังเพลงและนักเล่นแผ่นเสียงคงจะจำและนึกออกว่า ในระยะนั้นมีนักร้องผู้หนึ่งมีชื่อเสียงทางร้องเพลงอัดแผ่นเสียงและบนเวทีการแสดง เพลงที่ร้องส่วนมากเห็นจะเป็นเพลงรำวง เขาผู้นั้นคือ "เบญจมินทร์" ผู้มีเสียงเหน่อๆ ไม่เหมือนใคร...ข้าพเจ้าทราบจากปากเขาว่า เขาเคยเป็นคณะกองเชียร์รำวงมาก่อน และแต่งเพลงรำวงได้...ข้าพเจ้า ได้บอกเขาให้ทราบในวันต่อมาว่า ให้เขาเริ่มคิดแต่งเพลงประเภทรำวงตามที่เขาถนัดได้แล้ว พร้อมยังแนะนำทางการแต่งเพลงให้เขาด้วย 

                 นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาก็มาขลุกอยู่ที่บ้านข้าพเจ้า เขาแต่งเพลงด้วยความตั้งอกตั้งใจและอย่างเอาจริงเอาจัง บางวันต้องค้างหลับนอนที่บ้านข้าพเจ้าหลายวันติดต่อกันก็เคยมีการแต่งเพลงเสร็จแต่ละเพลง บางครั้งก็อาจจะมีการซ้อมกันเสียคราวหนึ่ง โดยที่เขามาแต่ตัวกับสมองสำหรับคิดเพลง เครื่องไม้เครื่องมือสำหรับที่จะใช้ซ้อมจึงเป็นปัญหา ต้องอาศัยเอาปี๊บน้ำมันมาตีเป็นกลองแทน เอาขวดน้ำใส่ทรายมาเขย่าแทนลูกกะตา ตลอดจนถ้วย โถ ชาม โอ่ง ไห บรรดามีก็เอามาช่วยกันตีให้เป็นจังหวะรำวง ให้คนของข้าพเจ้าที่บ้านเข้าช่วยด้วย..."

                    "เนื่องจากเขาเขียนโน้ตเพลงไม่ได้ การคิดแต่งเพลงใช้วิธีร้องเป็นคำและทำนองเพลงไปตามที่เขาคิดขึ้นในขณะนั้น ปากร้องไป มือก็เคาะจังหวะเพลงไป เมื่อได้ประโยคคำร้องและทำนองเพลงตอนหนึ่ง เขาก็จะจดคำร้องนั้นลงบนแผ่นกระดาษ เขาปฏิบัติดังนี้เรื่อยไป บางครั้งกลับย้อนมาร้องตอนต้นๆ ใหม่ ตรงไหนที่ไม่ถูกใจหรือเห็นว่าไม่ไพเราะ ก็แก้ไขใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะถูกใจเขา"
                 แต่ศิริพร กรอบทอง เขียนเล่าว่า ครูสุรพล สมบัติเจริญ เคยให้สัมภาษณ์ถึงเพลงแรกที่แต่ง คือเพลงชูชกสองกุมาร ดังนี้  "เพลงชูชกสองกุมารซึ่งเป็นเพลงแรกของผมสำเร็จขึ้นตอนนั้น สมคบกับเพื่อนช่วยกันใส่ทำนองแล้วนำไปเสนอ ต.เง็กชวน ได้ค่าเหนื่อย 400 บาท..."(บันทึกแผ่นเสียงไว้ในราวปี พ.ศ.2496) และเด็กชายจ้อยเป็นผู้ขับร้องคู่กันกับสุรพล สมบัติเจริญไม่มีใครทราบชื่อจริง เพียงแต่รู้ว่า เมื่อโตเป็นหนุ่มขึ้นมา ก็ไปทำมาหากินด้วยการเป็นนักพากย์ภาพยนตร์ตามโรงหนังทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 
                  อีกเพลงหนึ่งที่แสดงถึงความอัจฉริยะในการแต่งเพลงในสมัยเริ่มแรกของครู "สุรพล สมบัติเจริญ" คือ  เพลงหรีดรัก ซึ่งหากไม่บอกชื่อผู้แต่งคนส่วนมากจะไม่เชื่อว่าเป็นผลงานของครูสุรพลเอาเลยจริงๆ (บันทุกแผ่นเสียงโดขสุเทพ วงศ์กำแหง เมื่อพ.ศ.2499)  เพลงนี้ครูสุรพล สมบัติเจริญ เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า   "ปีต่อมา ผมเขียนเพลงหรีดรักให้สุเทพร้อง ดังอยู่พักหนึ่งแล้วก็เขียนเรื่อยๆ โดยไม่หยุด รำวงมั่ง ไทยสากลมั่ง ตอนสุดท้ายเบนหางเสือไปในทำนองเพลงลูกทุ่ง รวมๆ แล้วในราว 400 เพลงเห็นจะได้ครับ แต่งเอง ร้องเองเสียเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งตั้งวงของตัวเองได้สำเร็จตอนที่เป็นจ่าอากาศเอก"
                    ในช่วงที่ครูสุรพล สมบัติเจริญ ยังไม่ได้ก่อตั้งวงดนตรีของตนเองนั้น ก็คงตระเวนร้องเพลงกับคณะวงดนตรีอื่นๆ เช่นวง แมมโบ้ร็อก ของเจือ รันแรงจิต วงดนตรีบางกอกชะชะช่า ของชุติมา สุวรรณรัตน์ และสมพงษ์ วงษ์รักไทย และ วงดนตรีจุฬารัตน์ ของครูมงคล อมาตยกุล ฯลฯ  เพลงที่ครูมงคล อมาตยกุลและครูร้อยแก้ว รักไทย แต่งให้ครูสุรพล สมบัติเจริญ ในช่วงนั้นมีอยู่ไม่กี่เพลง ซึ่งส่วนมากจะเป็นเพลงรำวงที่แปลงมาจากเพลงพื้นบ้านที่ร้องกันง่ายๆ ไม่มีศัพท์แสงอะไรให้รกรุงรัง เช่นเพลงเขมรไล่ควาย เพลงควายหาย เพลงลาวตีเขียด เป็นต้น (เพลงเขมรไล่ควาย  คำร้อง - ร้อยแก้ว รักไทย ทำนอง - มงคล อมาตยกุล)  บันทึกแผ่นเสียงครั้งแรก โดยสุรพล สมบัติเจริญ เมื่อปี พ.ศ.2500 
                   "แดน บุรีรัมย์" ศิษย์คนสนิทของครูไพบูลย์ บุตรขัน เล่าถึงเรื่องนี้ไว้ใน "สารคดีสู้ชีวิต คีตกวีลูกทุ่งไทย ไพบูลย์ บุตรขัน" โดย "วัฒน์ วรรลยางกูร" ว่า  "...ระยะที่สุรพลกำลังโด่งดังด้วยลีลาเพลงรำวงสนุกง่ายๆ ก็มีเสียงวิพากษ์เปรียบเทียบอยู่ในวงการเพลงว่า ไพบูลย์ไม่มีทางแต่งเพลงฟังง่ายๆ แบบที่สุรพลร้องได้หรอก เพราะไพบูลย์ถนัดแต่เพลงหนักๆ เศร้าซึ้งอย่างที่แต่งให้ทูล ทองใจ ซึ่งกำลังโด่งดังตีคู่มากับสุรพล"  จึงเป็นที่มาของเพลงสำคัญ คือ เพลงน้ำค้างเดือนหก  บันทึกเสียงครั้งแรก โดย สุรพล สมบัติเจริญ เมื่อ พ.ศ.2503 เพลงนี้ไพบูลย์ บุตรขัน ประพันธ์คำร้องโดยใช้นามปากกว่า
สาโรช ศรีสำแล
                   
เหตุที่ต้องใช้นามปากกาว่า สาโรช ศรีสำแล นั้น วัฒน์ วรรลยางกูร เล่าเอาไว้ว่า "...สำแลคือวัดสำแลที่บ้านเกิด เป็นที่เรียนชั้นประถม สาโรช คือ ดอกบัว สัญลักษณ์จังหวัดปทุมธานี"
                   ครูนคร ถนอมทรัพย์ ผู้ใกล้ชิดกับครูไพบูลย์ บุตรขัน คนหนึ่งเล่าเอาไว้ในหนังสือ คีตกวีลูกทุ่ง ไพบูลย์ บุตรขัน อีกว่า  "ครูไพบูลย์บอกว่า เวลาดวงตก มีฝีมือก็เหมือนไร้ฝีมือ ทำอะไรมันก็ไม่ดีไปหมด งานก็ฝืด ที่ใช้นิคเนมสาโรช ศรีสำแล เพราะปกตินักแต่งเพลงคนอื่นขายเพลงบันทึกแผ่นเสียง เพลงละ 200 - 300 บาท แต่เพลงของครูไพบูลย์ จะได้ 600 บาท เป็นราคาเพลงในยุค 2500 - 2502 ช่วงดวงตก ครูไพบูลย์ จำเป็นต้องขายลดราคาลง เพราะราคาเดิมขายไม่ได้ ก็เลยไม่ยอมใช้ชื่อ ไพบูลย์ บุตรขัน รักษาเครดิตเอาไว้ ใช้ชื่อสาโรช ศรีลำแล ขนาดนั้นก็ยังฝืด..."
                    ส่วน "ครูพยงค์ มุกดา" ศิลปินแห่งชาติที่มีส่วนสร้างสรรค์ผลงานเพลงอมตะอันยิ่งใหญ่และสร้างนักร้องชายหญิง ทั้งลูกกรุงและลูกทุ่ง ให้กับวงการเพลงไทยสากลของไทยนั้น ก็เคยมีผลงานแต่งเพลงให้ครูสุรพล สมบัติเจริญ ขับร้องเช่นกัน คือเพลงสาวสวนแตง ซึ่งเป็นเพลงเอกอีกเพลงหนึ่งที่สร้างชื่อของครูสุรพล สมบัติเจริญ ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น  (บันทึกแผ่นเสียงครั้งแรก โดย สุรพล สมบัติเจริญ พ.ศ.2504 ได้รับรางวัลเพลงลูกทุ่งดีเด่นในงาน กึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ของ สวช.ครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2534)
                  ครู "สุรพล สมบัติเจริญ" นอกจากจะแต่งเพลงเองและขับร้องเองแล้ว ยังได้สร้างผลงานให้แก่ลูกศิษย์อีกหลายคน โดยเฉพาะผ่องศรี วรนุช ศิลปินแห่งชาติที่มีผลงานคู่กันมานานหลายปีโดยเฉพาะการร้องเพลงแก้ ที่เป็นเพลงโต้ตอบกันระหว่างนักร้องหญิงกับนักร้องชายและได้รับความนิยมจากแฟนเพลงสูงสุดตลอดมา แม้ในปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมของแฟนเพลง จนได้รับสมญานามว่า ราชินีเพลงลูกทุ่ง และราชาเพลงลูกทุ่ง คู่กันมาในบรรดาเพลงแก้ที่โด่งดังและสร้างชื่อให้แก่ครูสุรพล สมบัติเจริญ และผ่องศรี วรนุช นั้น เห็นจะไม่มีเพลงไหนโด่งดังและได้รับความนิยมจากแฟนเพลงเท่ากับเพลงไหนว่าไม่ลืม ที่ครูสุรพล สมบัติเจริญ แต่งเป็นเพลงแก้เพลง เพลงลืมไม่ลง ของครูสำเนียง ม่วงทอง ที่บันทึกแผ่นเสียงเป็นครั้งแรก ในราวปี พ.ศ.2501ที่ตนเองเคยขับร้องไว้ และเพลงไหนว่าไม่ลืมนี้ก็เป็นเพลงที่สร้างชื่อเสียงให้กับผ่องศรี วรนุช ผู้ขับร้องเป็นอันมาก บันทึกแผ่นเสียงครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2502  จนทำให้ทั้งสองคนกลายมาเป็นนักร้องขวัญใจเพลงแก้ คู่ชายหญิง คู่แรก และได้สมญานามนักร้องผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 
                 เพลงลืมไม่ลงนี้เมื่อออกเผยแพร่ในช่วงแรก กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร ครั้นพอ ครูสุรพล สมบัติเจริญ แต่งเพลงแก้ใหม่ คือเพลงไหนว่าไม่ลืมให้ผ่องศรี วรนุช ขับร้องบันทึกแผ่นเสียงจน เพลงไหนว่าไม่ลืม ฮิตติดลมบนได้รับความนิยมจากแฟนเพลงทั่วประเทศ เพลงลืมไม่ลง ก็กลับมามีชื่อเสียงและได้รับความนิยมใหม่อีกหนคู่กันทั้งสองเพลง
                 ผ่องศรี วรนุช เล่าว่า  "...พี่พล อัดเพลงลืมไม่ลงมาปีหนึ่งก็ไม่ดัง ขายไม่ได้ พี่พลเคยเจอเรา เขาคงไปพูดกับนายห้างคาเธ่ย์ บอก...เฮ้ย กูเจอเด็กคนหนึ่ง สมัยก่อนเขาพูดมึงๆ กูๆ...แต่มันไม่สวย มันขี้เหร่ กูจะแต่งเพลงแก้ให้ มึงเป็นคนออกทุน...อะไรอย่างนี้ กูจะให้เด็กคนนี้อัดแผ่นแก้กับกู.."  "เสร็จแล้วเขาก็มาจ้างเราให้อัดเพลงไหนว่าไม่ลืม เราก็อัดเป็นการโต้ตอบ เพลงดัง เพราะได้นายทุนดี อีกอย่างหนึ่งสมัยนั้นนักร้องหญิงไม่มีใครเลย พอเราอัดแผ่น ทั้งพี่ วงจันทร์   ไพโรจน์    สมศรี ม่วงศรเขียว เริ่มดินสายออกต่างจังหวัด เพลงไหนว่าไม่ลืมเกิดโด่งดังขึ้นมา พี่พลเขาก็เอาเพลงลืมไม่ลงออกมา ปรากฏว่าขายได้ดี"
เหตุผิดใจระหว่างครูสุรพลและผ่องศรี 
                นักร้องราชาลูกทุ่งและราชินีลูกทุ่งคู่นี้มีเหตุผิดใจกันในภายหลัง เนื่องจากครูสุรพล สมบัติเจริญ ไม่สามารถออกตระเวนเล่นดนตรีได้ เพราะเป็นข้าราชการทหารอากาศ ตามนโยบายของ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ผ่องศรี วรนุช จึงขออนุญาตไปร้องเพลงกับวงดนตรีคณะอื่น เมื่อวงดนตรีสุรพล สมบัติเจริญ กลับมาเล่นได้ใหม่ แต่ผ่องศรี วรนุช ไม่สามารถปลีกตัวจัดคิวไปร้องได้ จึงเกิดความบาดหมางกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
                  ผ่องศรี วรนุช เล่าว่า..."เมื่อมาตามเราที่บ้านไม่เจอ เจอแต่แม่ แม่บอกว่าผ่องศรีไปนครสวรรค์อาทิตย์หนึ่ง พี่พลแกโกรธ ด่าเราฉิบหายวายป่วงเลย...โกรธกันหลายปี จนกระทั่งพี่พลตายจากกัน แกไม่เคยรับไหว้เราเลย และไม่เคยยกโทษให้เราด้วย"    นอกจากนี้ เมื่อเวลาที่ครูสุรพล สมบัติเจริญ ไปจัดรายการทางสถานีวิทยุ ก็จะต่อว่าต่อขานอยู่ตลอดเวลา และยังแต่งเพลงด่าอีกด้วย   "พี่พลแต่งเพลงแก้วลืมดง ด่าเรา เราด็ตอบโต้เพลงสาลิกาลืมไพร เพลงนั้นดังใหญ่เลย ใครไม่รู้คิดว่าเราทรยศเขา ทั้งๆ ที่บอกเขาว่า ถ้าหากไม่มีงาน หนูก็ไปร้องคณะอื่นนะ"
                   มีครั้งหนึ่งถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ประวัติศาตร์ของวงการเพลงลูกทุ่งของคู่นักร้องขวัญใจชาวไทย เมื่อ "ผ่องศรี วรนุช" ได้รับเชิญให้ไปร้องเพลงร่วมกันกับวงดนตรีของครู    "สุรพล สมบัติเจริญ" ที่จังหวัดนครราชสีมา ครูสุรพล สมบัติเจริญ ไม่เต็มใจต้อนรับ ทั้งยังบอกลูกวงไม่ให้ไหว้ผ่องศรี วรนุช อีกด้วย  การแสดงบนเวทีวันนั้น หลังจากปล่อยนักร้องไปได้ครึ่งชั่วโมง พิธีกรบนเวทีก็ประกาศว่า ต่อไปนี้ พบกับ ผ่องศรี วรนุช ราชินีลูกทุ่ง และสุรพล สมบัติเจริญ ราชาเพลงลูกทุ่ง ผู้เป็นคู่รักคู่แค้นจะมาเจอกันในวันนี้ วันนี้จึงเป็นวันสำคัญ แห่งประวัติศาสตร์ของวงการเพลงที่เขาและเธอจะได้เผชิญหน้ากัน"
                    ซึ่งผ่องศรี วรนุช ก็ให้รายละเอียดของเหตุการณ์อันน่าระทึกใจในวันนั้นไว้อีกว่า  "คนมันก็ ฮือ ซิ โอ้โห...ตานี้ไม่นั่งดูแล้วคนดู มันยืนกันแทบโรงหนังจะแตก คนอยากรู้ว่าเราสองคนจะเผชิญหน้ากันอย่างไร พี่พลเขาร้อง เพลงลืมไม่ลงก่อน ร้องจบไปปุ๊บ เขาก็เดินข้างๆ แต่ยังไม่เข้าโรง ดนตรีก็ขึ้นเพลงไหนว่าไม่ลืม เราเดินไป ขณะที่ร้อง คนดูก็พูดกันใหญ่ แซดเลย บอกว่าเข้าหากัน เข้าหากัน ให้ดีกันซะ ให้ดีกัน อะไรอย่างนี้ โอ๊ย เจี๊ยวเลย หูเราไม่ได้ยินเสียงดนตรีได้ยินแต่เสียงประชาชนคนดู พูดอยู่ตลอดเวลาว่าให้ดีกันซะ อย่าโกรธกัน อย่าแสนงอน เขาว่าสุรพลนี่แสนงอน ผ่องศรีเขามาง้อแล้ว"  "ร้องเพลงยังไม่ทันจบเพลง คนฮือขึ้นมาบนเวทีเลย หมายจะจับให้เราดีกัน เพราะพี่พลเขาเดินหนีตลอด เราก็เดินเข้าหา พอเราเดินตาม แกก็เดินหนีตลอดเวลา จะไม่ยอมดีด้วย คนก็ไปฮือขึ้นบนเวที มีคนเอาน้ำแข็งปาไปบนเวที โป๊ะๆๆๆ ขึ้นไป มีเสียงคนพูด เดี๋ยวเถอะๆ เดี๋ยวน่าดู อะไรอย่างนี้ พี่พลเขาก็ยักคิ้วหลิ่วตาเล่นกับคนดู แต่เขารู้ว่าคนดูไม่โกรธ ต้องการให้เราคืนดีกัน ให้กลับมาร่วมหัวจมท้ายอะไรอย่างนี้ พี่พลก็ไม่ยอม" "ทีนี้คนขึ้นมามาก เราก็กลัวซิ กลัวจะมารุมสกรัม เพราะไม่รู้เขาจะเกลียดเราหรือเปล่า เขาจะเกลียดพี่พลหรือเปล่า ร้องเพลงเกือบจบเพลง เห็นท่าไม่ดี จึงทิ้งไมค์มุดออกรั้วไปเลย วันนั้นไม่ได้ร้องเลย แจ้นกลับกรุงเทพฯ เก็บเสื้อผ้ากลับเลย เล่นไม่ได้เลย วันนั้นน่ะวงดนตรีต้องเลิก เวทีเวทีแทบจะพัง...ที่จะเล่นรอบสองเล่นไม่ได้ โรงแตกเลย"...
                    เพลงที่ครูสุรพล สมบัติเจริญแต่งเองร้องเองและแต่งให้ลูกศิษย์ในวงขับร้อง เช่น ผ่องศรี วรนุช (เพลงไหนว่าไม่ลืม) เมืองมนต์ สมบัติเจริญ (เพลงสวรรค์เมืองไทย) ไพรวัลย์ ลูกเพชร (เพลงคำเตือนของพี่) กังวานไพร ลูกเพชร (เพลงชีวิตชาวนา) ก้าน แก้วสุวพรรณ (เพลงคนปาดตาล) เตือนใจ บุญพระรักษา ละอองดาว โสธรบุญ สกาวเดือน โสธรบุญ (เพลงเด็กท้องนา) พนมไพร ลูกราชบุรี เรียม ดาราน้อย ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย (เพลงรักพี่จงหนีพ่อ/เพลงสัจจะชาวนา) ฯลฯ มีอยู่ประมาณ 204 เพลง
                   ซึ่งหากรวมเพลงของครูเพลงคนอื่นๆ ในวงดนตรีสุรพล สมบัติเจริญ เช่น ครูสำเนียง ม่วงทอง ครูมงคล อมาตยกุล ครูไพบูลย์ บุตรขัน ครูพยงค์ มุกดา ครูทองใบ รุ่งเรือง ฯลฯ ก็จะมีประมาณ 298 เพลง   เพลงที่ครูสุรพล สมบัติเจริญแต่งเองร้องเองนั้น ส่วนมากจะเป็นเพลงในจังหวะรำวงที่สนุกสนาน เสียดสีสังคมอันเป็นสไตล์ประจำตัว มีอยู่ด้วยกันหลายเพลง ทั้งที่นำทำนองมาจากเพลงไทยเดิม เพลงลิเก เพลงเสภา เพลงเรือ เพลงแหล่ เพลงจีน เพลงแขก เพลงลาว เพลงเขมร ซึ่งเป็นความสามารถ ความอัจฉริยะ ที่ยากจะหาใครมาเทียบเคียงได้
                เพลงในท่วงทำนองประชดประชัน เสียดสีสังคม ในแต่ละยุคแต่ละสมัยของครู "สุรพล สมบัติเจริญ" ขับร้องด้วยตนเองนั้นมีอยู่หลายเพลงเช่น เพลงหนุ่มเห่อแฟน เพลงสาวสมัยใหม่ เพลงเสียวไส้ ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งล้วนสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะแวดล้อมของสังคมไทย ทั้งในด้านชีวิตประจำวัน การแต่งกาย และขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมจากตะวันตก โดยเฉพาะการแต่งกายของวัยรุ่น
     
                "ผ่องศรี วรนุช"  ว่า "...สุรพลเป็นคนหัวทันสมัย สมมติในยุคนั้นมีอะไรขึ้นมา แกก็จะเอามาแต่งเป็นเพลง เช่นมีคนชอบใส่ถุงน่อง ใส่กระโปรงสั้น แกก็จะแต่งและเปรียบเทียบไปเลย เพราะหัวแกทันสมัย..." เช่น  
เพลงเสียวไส้ คำร้องสุรพล สมบัติเจริญ ทำนองทองใบ รุ่งเรือง  เพลงนี้บันทึกแผ่นเสียงเป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2507  เพลงของปลอม  คำร้อง/ทำนอง และขับร้อง โดยสุรพล สมบัติเจริญ
         
                 จะเห็นได้ว่าเพลงรำวงที่ครูสุรพล สมบัติเจริญแต่งเองและร้องเองนั้น เป็นเพลงที่ร้องไม่ยาก เป็นเนื้อเพลงที่ใช้ถ้อยคำธรรมดาชาวบ้านตามชนบท ทำให้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและรวดเร็ว   จากการบอกเล่าของบรรดากลุ่มผู้ค้าแผ่นเสียงและเทปเพลง ย่านเชิงสะพานเหล็กบนเวิ้งนครเขษม เช่น ห้างแผ่นเสียงทองคำ บรอดเวย์ คาเธ่ย์ เสียงสยาม แผ่นเสียงเจริญกรุง แผ่นเสียงคิงส์ซาวด์ เบ๊เต็กฮวด เสียงไทย ลักกี้แบมบู ฯลฯ ที่สหะชัย วิวัฒนปฐพี ไปสัมภาษณ์มาในวิทยานิพนธ์ เรื่อง ชีวประวัติและผลงานเพลงของสุรพล สมบัติเจริญ ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า       
                 เพลงของครูสุรพล สมบัติเจริญ มีอยู่มาก ทั้งที่ขับร้องเองและแต่งให้ผู้อื่นขับร้อง เพลงที่อัดออกมาแล้วผู้ค้าแผ่นเสียงและเทปเพลงแบ่งความนิยมของผู้ซื้อไว้สี่ระดับคือ
        ระดับที่ 1. เพลงดังมากๆ เช่นเพลงมอง เพลงหัวใจเดาะ(สุรพล สมบัติเจริญ) เพลงไหนว่าไม่ลืม (ผ่องศรี วรนุช) เพลงน้ำตาลก้นแก้ว (ก้าน แก้วสุพรรณ)      
        ระดับที่ 2. เรียกว่าเป็นเพลงดัง ขายได้ดีพอใช้ เช่น เพลงเขมรไล่ควาย (สุรพล สมบัติเจริญ) เพลงเด็กท้องนา (ละอองดาว สะกาวเดือน) เพลงรักพี่จงหนีพ่อ (ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย)      
        ระดับที่ 3. อยู่ในเกณฑ์ดีพอขายได้ เช่น เพลงลาวตีเขียด (สุรพล สมบัติเจริญ)     
        ระดับที่ 4. มีความนิยมอยู่ท้ายสุด เป็นเพลงไม่ฮิต บางเพลงผู้ฟังก็จำไม่ได้เสียด้วยซ้ำไป
            ในส่วนของสำนักคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเองได้ทำการคัดเลือกเพลงที่มีชื่อเสียงของ "ครูสุรพล สมบัติเจริญ" ไว้ดังนี้     
                 1 เพลงขันหมากมาแล้ว - ยุงยุทธ เชี่ยวชาญน้อย,
                 2 เพลงเด็กท้องนา - ละอองดาว สะกาวเดือน, 
                 3 เพลงไหนว่าไม่ลืม - ผ่องศรี วรนุช,
                 4 เพลงสิบหกปีแห่งความหลัง - สุรพล สมบัติเจริญ, 
                 5 เพลงกลับเถิดเรียมจ๋า - เมืองมนต์ สมบัติเจริญ,
                 6 เพลงด่วนพิศวาส - ผ่องศรี วรนุช,
                 7 เพลงด่วนสายใต้ - สกาวเดือน โสธรบุญ,
                 8 เพลงน้ำตาลก้นแก้ว - ก้าน แก้วสุพรรณ,
                 9 เพลงแฟนจ๋า - สุรพล สมบัติเจริญ,
                10 เพลงสัจจะชาวนา - ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย
               ต่อมาในปีพ.ศ.2534 ได้คัดเลือกมาเพิ่มอีก 2 เพลง คือ 
                  1 เพลงคำเตือนของพี่ (ไพรวัลย์ ลูกเพชร) และ
                  2 เพลงด่วนพิศวาส (ผ่องศรี วรนุช)
               เพลงที่เป็นผลงานของครูสุรพล สมบัติเจริญที่โด่งดังและมีเบื้องหน้าเบื้องหลังความเป็นมาที่น่าสนใจอีกเพลงก็คือเพลง "รักพี่จงหนีพ่อ" ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ "ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย" มากอีกเพลงหนึ่งนอกเหนือไปจากเพลง "สัจจะชาวนา" ในยุคช่วงเวลานั้น ซึ่งต่อมาสถานีวิทยุกระจายเสียงทุกแห่งถูกสั่งห้ามไม่ให้เปิดเพลงนี้ เพราะกลัวสาวๆ ทั้งหลายจะใจแตก หนีตามชายหนุ่ม เหมือนคำชักชวนในเพลงที่ขับร้อง...
        เพลงที่มีความหมายมากสำหรับชีวิตของครูสุรพล สมบัติเจริญ คือเพลง "สิบหกปีแห่งความหลัง" บันทึกแผ่นเสียงโดยสุรพล สมบัติเจริญ ในปี พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นเพลงสุดท้ายที่แต่งเอาไว้ ก่อนที่จะจบชีวิตอย่างน่าเสียดาย เพราะถูกคนร้ายยิงด้วยปืนพก 11 มม.เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2511 ที่หน้าเวทีการแสดง วัดหนองปลาไหล จังหวัดนครปฐม รวมอายุได้เพียง 38 ปีเท่านั้น





จำนวนผู้เข้าชมทั้งสิ้น
Web Page Hit Counter
Dell Promotion Codes
 
© 2014 All Rights Reserved
Powered by
www.chumchonradio.net