ฟังรายการสดคลิกเลือกแบนเนอร์ใต้ข้อความนี้
chumchonradio
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
วิทยุชุมชนเมืองชลบุรี
เว็บน่าสนใจ
ไหว้พระทั่วประเทศ
คนรักสุนทราภรณ์
mediamonitor
ผอ.ทนงศักดิ์
ฐากร
ภาพทิวทัศน์สวยมาก ๆ
เรียนถ่ายภาพ
แปลภาษา
สูตรอาหาร
สุภิญญา
ทำผังรายการ กสทช
อยากกินอะไรแตะดูสูตรได้เลย
พัณธวณิช
แผนที่ประเทศไทย
เช็คจากรหัสสถานี
เรื่องบัญชี
สัมพันธ์รักษ์ของนักเพลง
คุยกับหมอศิริราช
การติดต่อสื่อสาร
ตรวจเช็คพัสดุที่ส่ง
ค้นหาหมายเลขโทรศัพท์
สมุดหน้าเหลือง
หารหัสไปรษณีย์
เพื่อทำเว็บ
เทียบเวลาทั่วโลก
โค้ดเวลาและนาฬิกา
โค้ดทุกอย่าง
เข้าทำเว็บ
สอนลูกเล่นแต่งเว็บ
รวมภาพเพื่อแต่งเว็บ
โค้ดฟรี
รวม Link
ภาพประกอบเว็บ
รวมภาพเคลื่อนไหว
สีต่าง ๆ
คลังรูปภาพ
ฟังรายการ
sms
ป้ายเชียงใหม่
ป้ายนครราชสีมา
แปลง PDF เป็น JPG
twitter
08.00-10.00 น. เสือแม่ลูก
ต่อ PDF
ป้ายภูเก็ต

สุรพล สมบัติเจริญ

              "ครูสุรพล สมบัติเจริญ" เกิดที่อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2473 มีชื่อเดิมว่า "ลำดวน สมบัติเจริญ" เป็นบุตรชายคนที่ 2 ในบรรดาพี่น้องท้องเดียวกัน 6 คน บิดาชื่อนายเปลื้อง สมบัติเจริญ เป็นข้าราชการแผนกสรรพกร จังหวัดสุพรรณบุรี มารดาชื่อ นางวงศ์ สมบัติเจริญ เป็นแม่ค้าขายของเล็กๆ น้อยๆ อยู่กับบ้าน
               เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนประสาทวิทย์และโรงเรียนประจำจังหวัด คือโรงเรียนกรรณสูตรวิทยาลัยจนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ใน ปี  พ.ศ. 2490 แล้วเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย   แต่เรียนอยู่ได้ปีเดียวก็ลาออกเพราะไม่ชอบ เลยไปเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนจีน กงลิเสียเสี้ยว แต่ก็ลาออกอีกเพราะอยากจะเป็นนักร้อง  เมื่ออายุเข้าเกณฑ์ก็สมัครเป็นทหารเกณฑ์ กองพาหนะ สังกัดกองทัพเรือ แล้วย้ายเข้ามาที่กรุงเทพฯ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้เป็นนักร้องกับเขาเสียที ทั้งๆ ที่หลงใหลใฝ่ฝันอยากจะเป็นเหมือนนักร้องรุ่นพี่ๆ เช่น เบญจิมนทร์ หรือตุ้มทอง โชคชนะ นักร้องประจำวงที่มีชื่อเสียงมากในยุคนั้น
                ครูสุรพล สมบัติเจริญ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ครั้งหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องความรัก ความชอบ ในการแต่งเพลงของตนว่า "ผมน่ะ มันชอบมาตั้งแต่ชั้นประถมแล้ว พูดแล้วเหมือนโม้  หัดแต่งตั้งแต่อยู่โรงเรียนประสาทวิทย์แล้ว ก็นึกๆ หาทำนองมาใส่ แล้วก็ร้องกันให้ฟังในชั้น...
                ในช่วงที่เป็นคนงานของกองทัพเรืออยู่นั้นมีงานรำวงที่ไหนผมต้องไปช่วย รู้จักไม่รู้จักไม่สำคัญ ขอให้ได้ร้องเป็นใช้ได้ ว่างก็หัดแต่งเพลงดูเพราะรู้สึกว่าไม่ยากเย็นเข็นใจอะไรเลย.."
                
 ต่อมาจึงตัดสินใจลาออกแล้วไปสมัครเป็นลูกจ้างรายวันที่หมวดคลังสนามบิน แผนกช่างโยธาทหารอากาศ กองทัพอากาศ ดอนเมือง และเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่าสุรพล สมบัติเจริญ แทนลำดวนชื่อเก่า
                 เริ่มชีวิตเป็นนักร้องเมื่อสมัครเป็นนักมวยค่ายเลือดชาวฟ้าของเรืออากาศตรีปราโมทย์ วรรณพงษ์ และมีโอกาสได้ร้องเพลงในงานสังสรรค์ จึงได้รับการสนับสนุนให้ไปอยู่เป็นนักร้องที่กองดุริยางค์ทหารอากาศ ทุ่งมหาเมฆ เพื่อเอาดีในการเป็นนักร้องอย่างที่เจ้าตัวมุ่งมาดปรารถนาและมุ่งหวังตั้งใจไว้แต่เดิม โดยได้ย้ายไปเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2497 ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวกันกับสุเทพ วงศ์กำแหง และครูนคร ถนอมทัรพย์(กุงกาดิน)
                  ประชุม พุ่มศริริ นักร้องหญิงของกองดุริยางค์ทหารอากาศเคยให้สัมภาษณ์ว่า"...สุรพลเป็นคนมีใจฝักใฝ่ในเรื่องการร้องรำทำเพลงมาก พอว่างจากงานในหน้าที่ก็จะนั่งเขียนเพลง เคาะจังหวะไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย ใครมีงานที่ไหน ไม่ว่างานอะไร แกจะต้องเสนอตัวไปช่วยร้องเพลงเป็นคนแรก เป็นที่รักของทุกคนในกรมกอง นิสัยดี คุยสนุกสนาน เหมือนไม่มีความทุกข์อะไรในใจเลย...ส่วนเรื่องเสียงที่ว่าไปพ้องกับนักร้องรุ่นพี่อย่างเบญจามินทร์นั้น แกก็ไม่ได้ดัด มันบังเอิญ ไปมีส่วนคล้ายกันเอง.." 
ผลงานเพลงแรก
                  เพลงแรกที่แต่งและบันทึกเสียงคือ เพลงน้ำตาลาวเวียง ซึ่งแต่งไว้เมื่อเดือนตุลาคม  ปี พ.ศ.2496 พร้อมกับเพลงอื่นๆ อีกรวม 9 เพลง แต่เพลงที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักของคนทั่วๆ ไปก็คือ เพลงชูชกสองกุมาร ที่สุรพล สมบัติเจริญ ร้องเป็นตัวชูชก และเป็นผลงานเพลงชุดแรกที่ได้บันทึกแผ่นเสียง
                  "เอกพัน ธันวารชร" บุตรชายของนาย ต.เง็กชวน  เจ้าของแผ่นเสียงตรากระต่าย  เขียนเล่าเหตุการณ์ที่น่าสนใจไว้จากหลังซองแผ่นเสียงตรากระต่ายในการจัดทำแผ่นเสียงลองเพลย์ เพลงชุดแรกของสุรพล สมบัติเจริญ ไว้ว่า "...เมื่อต้นปีหรือกลางปี พ.ศ.2496 ข้าพเจ้า(ผู้เขียน)ได้ติดตามท่านผู้ใหญ่ไปที่กองดุริยางค์ทหารอากาศ ในฐานะผู้ทำหน้าที่ฟัง คัดเลือกเพลง เพื่อนำไปบันทึกเสียงผลิตแผ่นเสียงออกจำหน่ายต่อไป ในการไปคราวนั้น ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบกับชายผู้หนึ่ง รูปร่างสูงโปร่งสันทัด มีปอยขนที่เม็ดไฝใต้คางข้างซ้ายในระหว่างเวลาพักกลางวันเขาเดินตรงมาหาข้าพเจ้าพร้อมกับแนะนำตัวเอง ระหว่างการสนทนาชายผู้นั้นได้ปรารภขึ้นว่า  "ผมอยากจะร้องเพลงอัดแผ่นเสียงบ้าง แต่ไม่มีใครสนับสนุนช่วยเหลือ..."ในตอนท้ายของการพบปะกันวันนั้น ชายผู้นั้นได้เอ่ยปากฝากตัวกับข้าพเจ้า ขอให้ช่วยรับเขาไว้เป็นนักร้องแผ่นเสียงสักคนหนึ่งเถิด ข้าพเจ้ารับปากกับเขาว่า ยินดีให้ความสนับสนุนช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่เท่าที่จะช่วยได้...บางครั้งข้าพเจ้าขอให้เขาร้องเพลงที่ถนัดและเพลงที่เขาแต่งขึ้นเองให้ข้าพเจ้าฟัง เพื่อฟังน้ำเสียงและท่วงทีลีลาการร้องของเขาเพื่อเป็นแนวทางพิจารณาต่อไป

                 เพลงที่เขาร้องให้ข้าพเจ้าฟังเป็นเพลงรำวงเสียเป็นส่วนมาก จะมีบางเพลงที่กระเดียดไปทางเพลงไทยสากลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เข้ากับลักษณะตามแบบฉบับของเพลง  อย่างไรก็ตามจากการได้ฟังเขาร้องเพลงให้ข้าพเจ้าฟัง 2 - 3 ครั้ง ข้าพเจ้ารู้สึกติดใจในน้ำเสียงของเขา

                 ท่านที่ชอบฟังเพลงและนักเล่นแผ่นเสียงคงจะจำและนึกออกว่า ในระยะนั้นมีนักร้องผู้หนึ่งมีชื่อเสียงทางร้องเพลงอัดแผ่นเสียงและบนเวทีการแสดง เพลงที่ร้องส่วนมากเห็นจะเป็นเพลงรำวง เขาผู้นั้นคือ "เบญจมินทร์" ผู้มีเสียงเหน่อๆ ไม่เหมือนใคร...ข้าพเจ้าทราบจากปากเขาว่า เขาเคยเป็นคณะกองเชียร์รำวงมาก่อน และแต่งเพลงรำวงได้...ข้าพเจ้า ได้บอกเขาให้ทราบในวันต่อมาว่า ให้เขาเริ่มคิดแต่งเพลงประเภทรำวงตามที่เขาถนัดได้แล้ว พร้อมยังแนะนำทางการแต่งเพลงให้เขาด้วย 

                 นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาก็มาขลุกอยู่ที่บ้านข้าพเจ้า เขาแต่งเพลงด้วยความตั้งอกตั้งใจและอย่างเอาจริงเอาจัง บางวันต้องค้างหลับนอนที่บ้านข้าพเจ้าหลายวันติดต่อกันก็เคยมีการแต่งเพลงเสร็จแต่ละเพลง บางครั้งก็อาจจะมีการซ้อมกันเสียคราวหนึ่ง โดยที่เขามาแต่ตัวกับสมองสำหรับคิดเพลง เครื่องไม้เครื่องมือสำหรับที่จะใช้ซ้อมจึงเป็นปัญหา ต้องอาศัยเอาปี๊บน้ำมันมาตีเป็นกลองแทน เอาขวดน้ำใส่ทรายมาเขย่าแทนลูกกะตา ตลอดจนถ้วย โถ ชาม โอ่ง ไห บรรดามีก็เอามาช่วยกันตีให้เป็นจังหวะรำวง ให้คนของข้าพเจ้าที่บ้านเข้าช่วยด้วย..."

                    "เนื่องจากเขาเขียนโน้ตเพลงไม่ได้ การคิดแต่งเพลงใช้วิธีร้องเป็นคำและทำนองเพลงไปตามที่เขาคิดขึ้นในขณะนั้น ปากร้องไป มือก็เคาะจังหวะเพลงไป เมื่อได้ประโยคคำร้องและทำนองเพลงตอนหนึ่ง เขาก็จะจดคำร้องนั้นลงบนแผ่นกระดาษ เขาปฏิบัติดังนี้เรื่อยไป บางครั้งกลับย้อนมาร้องตอนต้นๆ ใหม่ ตรงไหนที่ไม่ถูกใจหรือเห็นว่าไม่ไพเราะ ก็แก้ไขใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะถูกใจเขา"
                 แต่ศิริพร กรอบทอง เขียนเล่าว่า ครูสุรพล สมบัติเจริญ เคยให้สัมภาษณ์ถึงเพลงแรกที่แต่ง คือเพลงชูชกสองกุมาร ดังนี้  "เพลงชูชกสองกุมารซึ่งเป็นเพลงแรกของผมสำเร็จขึ้นตอนนั้น สมคบกับเพื่อนช่วยกันใส่ทำนองแล้วนำไปเสนอ ต.เง็กชวน ได้ค่าเหนื่อย 400 บาท..."(บันทึกแผ่นเสียงไว้ในราวปี พ.ศ.2496) และเด็กชายจ้อยเป็นผู้ขับร้องคู่กันกับสุรพล สมบัติเจริญไม่มีใครทราบชื่อจริง เพียงแต่รู้ว่า เมื่อโตเป็นหนุ่มขึ้นมา ก็ไปทำมาหากินด้วยการเป็นนักพากย์ภาพยนตร์ตามโรงหนังทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 
                  อีกเพลงหนึ่งที่แสดงถึงความอัจฉริยะในการแต่งเพลงในสมัยเริ่มแรกของครู "สุรพล สมบัติเจริญ" คือ  เพลงหรีดรัก ซึ่งหากไม่บอกชื่อผู้แต่งคนส่วนมากจะไม่เชื่อว่าเป็นผลงานของครูสุรพลเอาเลยจริงๆ (บันทุกแผ่นเสียงโดขสุเทพ วงศ์กำแหง เมื่อพ.ศ.2499)  เพลงนี้ครูสุรพล สมบัติเจริญ เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า   "ปีต่อมา ผมเขียนเพลงหรีดรักให้สุเทพร้อง ดังอยู่พักหนึ่งแล้วก็เขียนเรื่อยๆ โดยไม่หยุด รำวงมั่ง ไทยสากลมั่ง ตอนสุดท้ายเบนหางเสือไปในทำนองเพลงลูกทุ่ง รวมๆ แล้วในราว 400 เพลงเห็นจะได้ครับ แต่งเอง ร้องเองเสียเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งตั้งวงของตัวเองได้สำเร็จตอนที่เป็นจ่าอากาศเอก"
                    ในช่วงที่ครูสุรพล สมบัติเจริญ ยังไม่ได้ก่อตั้งวงดนตรีของตนเองนั้น ก็คงตระเวนร้องเพลงกับคณะวงดนตรีอื่นๆ เช่นวง แมมโบ้ร็อก ของเจือ รันแรงจิต วงดนตรีบางกอกชะชะช่า ของชุติมา สุวรรณรัตน์ และสมพงษ์ วงษ์รักไทย และ วงดนตรีจุฬารัตน์ ของครูมงคล อมาตยกุล ฯลฯ  เพลงที่ครูมงคล อมาตยกุลและครูร้อยแก้ว รักไทย แต่งให้ครูสุรพล สมบัติเจริญ ในช่วงนั้นมีอยู่ไม่กี่เพลง ซึ่งส่วนมากจะเป็นเพลงรำวงที่แปลงมาจากเพลงพื้นบ้านที่ร้องกันง่ายๆ ไม่มีศัพท์แสงอะไรให้รกรุงรัง เช่นเพลงเขมรไล่ควาย เพลงควายหาย เพลงลาวตีเขียด เป็นต้น (เพลงเขมรไล่ควาย  คำร้อง - ร้อยแก้ว รักไทย ทำนอง - มงคล อมาตยกุล)  บันทึกแผ่นเสียงครั้งแรก โดยสุรพล สมบัติเจริญ เมื่อปี พ.ศ.2500 
                   "แดน บุรีรัมย์" ศิษย์คนสนิทของครูไพบูลย์ บุตรขัน เล่าถึงเรื่องนี้ไว้ใน "สารคดีสู้ชีวิต คีตกวีลูกทุ่งไทย ไพบูลย์ บุตรขัน" โดย "วัฒน์ วรรลยางกูร" ว่า  "...ระยะที่สุรพลกำลังโด่งดังด้วยลีลาเพลงรำวงสนุกง่ายๆ ก็มีเสียงวิพากษ์เปรียบเทียบอยู่ในวงการเพลงว่า ไพบูลย์ไม่มีทางแต่งเพลงฟังง่ายๆ แบบที่สุรพลร้องได้หรอก เพราะไพบูลย์ถนัดแต่เพลงหนักๆ เศร้าซึ้งอย่างที่แต่งให้ทูล ทองใจ ซึ่งกำลังโด่งดังตีคู่มากับสุรพล"  จึงเป็นที่มาของเพลงสำคัญ คือ เพลงน้ำค้างเดือนหก  บันทึกเสียงครั้งแรก โดย สุรพล สมบัติเจริญ เมื่อ พ.ศ.2503 เพลงนี้ไพบูลย์ บุตรขัน ประพันธ์คำร้องโดยใช้นามปากกว่า